ในดวงตาของหลี่ไห่ลี่ฉายแววลึกล้ำวูบหนึ่ง เธอทำท่าทางรู้สึกผิดพลางกล่าวว่า “ใช่แล้ว เธอก็ไม่เห็นเป็นอะไรนี่ เหตุใดถึงไม่ยอมยกโทษให้เสี่ยวอวิ๋นสักครั้งเล่า
ต่อให้อย่างไร พวกเธอก็กินข้าวหม้อเดียวกันมาตั้งสิบกว่าปี แม้แต่ความเห็นแก่หน้ากันสักนิดก็ไม่มีหรือ“
เสี่ยวอวิ๋นเคยเล่าเรื่องนี้ให้เธอฟัง ตอนนั้นเธอยังช่วยออกความคิดเห็นด้วย
ลู่จิ่นฮวนยักไหล่ ทำท่าไม่ยี่หระ “ก็สมองของลู่จิ่นอวิ๋นแค่นั้น ฉันจะไปถือสาหาความกับเธอทำไมกัน
สามีฉันเป็นทหาร ถ้าฉันถูกเธอเล่นงานได้ ก็กลายเป็นเรื่องตลกสิ“
เมื่อเอ่ยถึงเหอฉงหนาน ทางหางตากับคิ้วของลู่จิ่นฮวนล้วนอาบไปด้วยรอยยิ้ม
ลู่จ้าวเห็นสีหน้าของลูกสาว มองแวบเดียวก็รู้ว่าใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย จึงพลอยยิ้มตามอย่างปลื้มใจ
“พอเถอะ ฉันไม่อยากฟังขั้นตอนอะไรนั่น” หลี่ไห่ลี่ยืดคอแข็งขืนกล่าว “คงพอเดาออกว่าคราวนี้ฉันกับพ่อเธอมาด้วยจุดประสงค์อันใด ฉันถามเธอเพียงคำเดียว ตกลงเธอจะช่วยหรือไม่
ฉันไม่เรียกร้องอะไรมาก แค่ให้เสี่ยวอวิ๋นได้กลับมาก็พอ หากเธอช่วยเธอครานี้ ฉันจะจดจำความดีของเธอเอาไว้“
ลู่จิ่นฮวนกะพริบตาปริบๆ มองหลี่ไห่ลี่ด้วยสีหน้างุนงง กล่าวอย่างสงสัย “คุณป้าหลี่ ฉันอยากรู้ว่า ท่านจะจดจำความดีของฉันได้หรือไม่นั้น มันเป็นเรื่องสำคัญสำหรับฉันหรือไม่
ท่านไม่เคยรักใคร่ฉัน ไม่เคยดีกับฉันด้วยใจจริง แล้วเหตุใดฉันต้องเอาใจท่าน ต้องทำตามข้อเรียกร้องที่ท่านว่าให้ได้เล่า“
“เธอ!”
หลี่ไห่ลี่โกรธกับคำพูดไม่กี่ประโยคนี้จนร่างสั่นเทา คว้าถ้วยชาบนโต๊ะขึ้นจะฟาดลงกับพื้น
ลู่จิ่นฮวนเตือนด้วยความหวังดี “ถ้วยแตกเสียใบนึงหนึ่งหยวนนะคะ ฉันคงไม่ออกเงินนี้ให้ท่านหรอกนะ~~”
