เมืองหยวนเจียง ฐานหลักรุ่งอรุณ
โล่พลัง “ท้องฟ้า” ขนาดมหึมาครอบคลุมทั่วเมืองหยวนเจียงและเมืองใกล้เคียงอีกหลายแห่ง ราวกับชามยักษ์คว่ำลงมา
ด้านนอกโล่พลัง มีเพียงราตรีอันเป็นนิรันดร์กับพายุหิมะโหมกระหน่ำ
แต่ด้านในกลับสว่างไสวไปด้วยแสงไฟ
ต้นไม้ริมถนนประดับสายไฟสีเหลืองนวล ห้อยระย้าส่ายไหวเบา ๆ ตามแรงลม
อาคารสองฟากถนนติดตั้งไฟส่องผนังภายนอก แต่งแต้มทั่วทั้งเขตเมืองให้ดูราวกับเมืองที่ไม่เคยหลับใหล
เด็ก ๆ จับกลุ่มกันสองสามคนเดินเล่นบนถนน บ้างไปเล่นเกมกระดานที่ศูนย์กิจกรรมชุมชน บ้างก็ช่วยผู้ใหญ่ที่กำลังวุ่นอยู่แถวนั้นทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างส่งเครื่องมือกับยกน้ำได้เป็นงานเป็นการ
ผู้ใหญ่ต่างทำงานตามหน้าที่ของตน บนใบหน้าอาจมีความเหนื่อยล้าและความกังวลต่ออนาคต แต่สิ่งที่ไม่มีอยู่เลยคือความหวาดกลัวกับสิ้นหวัง
บางครั้งยังได้ยินพวกเขาคุยกันว่าวันนี้โรงอาหารทำเมนูใหม่อะไร หรือเด็กคนไหนสอบผ่านจนได้เป็นนักวิจัยอีกแล้ว ฉลาดจนน่าตกใจ
ไม่มีใครกังวลกับราติกาลด้านนอก ไม่มีใครหวาดกลัวสัตว์ประหลาดในความมืด
ทุกคนยังใช้ชีวิตและทำงานตามจังหวะของตัวเอง พยายามปกป้องชีวิตประจำวันเอาไว้
โลกภายในและภายนอกโล่พลังราวกับเป็นคนละโลกโดยสิ้นเชิง
ภายในศูนย์บริหาร ทางเดินสว่างไสวไปด้วยแสงไฟ
เสินเอี๋ยนถือกาแฟร้อนอยู่ในมือ มองภาพเรียลไทม์ที่ “ผู้ชำระอารยธรรม” ส่งกลับมาบนจอขนาดใหญ่ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
【ผู้รอดชีวิตที่ได้เห็นเรือรบยักษ์สามารถหลุดพ้นจากภาพหลอนฟั่นเฟือนได้อย่างรวดเร็ว ในที่สุดสิ่งมีชีวิตจากภาพหลอนอย่าง ‘ผู้แสวงบุญ’ ที่กำจัดด้วยวิธีทางฟิสิกส์ทั่วไปได้ยาก ก็ถูกกวาดล้างอย่างรวดเร็วเสียที
เป็นไงบ้าง? แผนของฉันสำเร็จมากใช่ไหมล่ะ!】เสียงของหลิงอวี้ดังออกมาจากลำโพงติดผนังด้านข้าง แฝงความภาคภูมิใจอย่างเห็นได้ชัด
【ฉันบอกแล้วไง! มีใครเห็นเรือรบยักษ์แล้วไม่ตะลึงจนทำอะไรไม่ถูกบ้างล่ะ?】
นับจากนี้ เขาไม่ใช่ปัญญาประดิษฐ์อ่อนแอที่ถูกจำกัดด้วยแรงโน้มถ่วงอีกต่อไป แต่เป็นปัญญาประดิษฐ์ชั้นยอดที่ครอบครองยานอวกาศขนาดมหึมาทั้งลำ
“แต่ฉันว่าที่คุณเสนอแผนนี้ ก็แค่อยากอวดเท่านั้นแหละ” เสินเอี๋ยนจิบกาแฟ ก่อนยิ้มบาง ๆ
