วันที่ 30 หลังรัตติกาลมาเยือน
ท้องฟ้ายังคงดำมืดราวกับสิ้นลมหายใจ ไร้ดวงดาว ไร้จันทรา แม้แต่เมฆก็ยังมองไม่เห็น
อุณหภูมิยังลดลงไม่หยุด พายุหิมะโหมกระหน่ำทั่วผืนฟ้ามืดมิด ไม่เคยสงบลงแม้เพียงชั่วขณะ
หิมะทับถมสูงจนปิดหน้าต่างชั้นหนึ่งไปเกือบหมดแล้ว บางย่านที่อยู่ต่ำถึงกับถูกกลบเกือบมิดชั้นสอง
ลมหนาวคมกริบราวคมมีดหอบเกล็ดน้ำแข็งแน่นขนัดกระหน่ำใส่หน้าต่างที่ซ่งหมิงเสริมความแข็งแรงด้วยแผ่นไม้และเฟอร์นิเจอร์เก่า เสียงดังเปรี๊ยะ ๆ ถี่รัว
คล้ายเสียงเคาะประตูของยมทูตที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แผ่ไอเย็นเยียบและจิตสังหารที่แช่แข็งวิญญาณได้
ซ่งหมิงขยับเข้าใกล้เตาเหล็กใบเล็กในห้องอีกหน่อย เปลวไฟริบหรี่ในเตาเป็นแหล่งความอบอุ่นเพียงหนึ่งเดียวในห้องเวลานี้
เขายื่นมือที่เริ่มแข็งทื่อเพราะความหนาวออกไป ซึมซับไออุ่นอันน้อยนิดอย่างละโมบ
“พ่อคะ จะมีคนมาช่วยเราไหม?”
ซ่งซีหร่านลูกสาวของเขาขดตัวอยู่ข้างกาย ห่มผ้าหนาไว้ทั้งตัว โผล่ให้เห็นใบหน้าเล็กจ้อยเท่าฝ่ามือ
ใบหน้าที่เคยอิ่มเอิบกลับซีดเหลืองเพราะขาดสารอาหาร ริมฝีปากแห้งแตก มีเพียงดวงตาคู่นั้นที่ยังเปล่งประกายแห่งความหวัง
“ต้องมีสิ” ซ่งหมิงหันกลับไป เดินไปหาลูกสาว แล้วยกมือใหญ่ลูบผมแห้งกรอบของเธอเบา ๆ “ต้องมีแน่ เสี่ยวซี เราจะต้องได้รับความช่วยเหลือ”
น้ำเสียงของเขาหนักแน่น ไม่เปิดช่องให้สงสัย
พูดจบก็ลุกขึ้น เดินไปยังกล่องกระดาษลังที่อยู่ด้านในสุดของห้อง พลางเปิดฝาพูดว่า “เสี่ยวซีหิวแล้วใช่ไหม? พ่อจะชงบะหมี่ให้”
เมื่อเปิดฝากล่อง ข้างในกลับว่างเปล่า เหลือเพียงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสเนื้อตุ๋นถุงสุดท้ายที่วางอยู่ตรงมุม
มือของซ่งหมิงชะงักกลางอากาศไปชั่วขณะ ก่อนจะหยิบถุงบะหมี่ออกมาอย่างไม่แสดงอาการ
“หนูไม่หิวค่ะ พ่อกินเถอะ ตอนเช้าพ่อก็ยังไม่ได้กินข้าวเลย” เด็กหญิงเงยหน้า ดวงตากลมโตดำขาวชัดเจนเต็มไปด้วยความกังวล
“ไม่ต้องห่วง พ่อไม่หิว แค่ไม่อยากกินเท่านั้น” ซ่งหมิงลงมือไม่หยุด ฉีกซองอย่างคล่องแคล่ว หักก้อนบะหมี่เป็นชิ้นแล้วใส่ชามใบใหญ่ เทน้ำร้อนจากเตาลงไป “พ่อยังซ่อนขนมไว้อีกเยอะ ไม่อดตายหรอก”
“งั้นหนูก็จะกินขนมด้วย” เด็กหญิงไม่ยอมแพ้ โผล่หัวเล็ก ๆ ออกมาจากด้านหลังเขา
