ซ่งชิงเหอมองหมั่นโถวกับผักดองบนโต๊ะ ก่อนยิ้มแล้วพูดว่า “คราวก่อนคุณก็เอาถั่วลิสงคั่วมาให้ฉันเหมือนกัน ถือว่าให้ของตอบแทนกันก็แล้วกัน”
พูดจบเธอก็ลุกเดินจากไป ไม่ได้ถามอีกฝ่ายว่าทำไมไม่เปิดไฟ และไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องที่อีกฝ่ายกินแค่หมั่นโถวกับผักดองด้วย
ป้าเจิ้งมองแผ่นหลังของซ่งชิงเหอที่เดินจากไป แล้วอดทอดถอนใจไม่ได้ “เด็กดีขนาดนี้ ทำไมถึงไม่มาเป็นลูกสะใภ้ฉันนะ”
สมัยนี้คนที่จะเอาเนื้อไปให้เพื่อนบ้านได้ ต้องสนิทกันมากจริง ๆ ไม่อย่างนั้นเอาไปให้คนอื่น สู้เก็บไว้กินเองยังดีกว่า ในยุคที่อาหารขาดแคลน ทุกคนต่างประหยัดกันสุด ๆ
วันรุ่งขึ้น
ป้าเจิ้งออกไปซื้อหมูสามชั้นที่ร้านสวัสดิการแต่เช้า กลับมาก็เริ่มทำลูกชิ้น ตอนแรกเธอตั้งใจจะทอดหมูกรอบ แต่ต้องใช้น้ำมันเยอะ เลยเปลี่ยนมาทำซุปผักลูกชิ้นแทน
ก่อนต้มลูกชิ้นเป็นซุป เธอนำไปจี่ในกระทะก่อน ให้ผิวด้านนอกเหลืองทองแล้วค่อยเอาไปต้ม
พอทำซุปผักลูกชิ้นเสร็จ ป้าเจิ้งก็ตักใส่ชามใบใหญ่จนเต็ม โดยใส่ลูกชิ้นส่วนใหญ่ในหม้อลงไปด้วย
เธอคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหยิบกระติกเก็บความร้อนมาใส่ลูกชิ้นที่เหลือสองสามลูกกับน้ำซุปลงไป สุดท้ายในหม้อจึงเหลือเพียงผัก น้ำซุปชามเล็ก และลูกชิ้นอีกลูกเดียว
เธอตักน้ำซุปที่เหลือในหม้อออกมา แล้วใช้ฝาครอบตาข่ายปิดไว้เรียบร้อย จากนั้นจึงยกชามซุปใบใหญ่เดินไปบ้านข้าง ๆ
ตอนนี้เพิ่งสิบเอ็ดโมงเช้า แต่ละบ้านเพิ่งเริ่มทำอาหาร ซ่งชิงเหอถูกหลิวซิ่วใช้ให้ไปร้านสวัสดิการซื้อน้ำมันถั่วเหลือง
ลู่หวยเฉินกำลังนั่งสานของเล่นกับเด็ก ๆ ในห้องโถงกลาง บางครั้งก็เล่านิทานสั้น ๆ ให้ซือฉีกับหนิงหนิงฟัง แม้น้ำเสียงจะเคร่งขรึมและไม่ค่อยแสดงอารมณ์ แต่ก็ถือว่าได้พูดคุยกับเด็กทั้งสองคน
