ยิ่งไม่ต้องพูดถึงของหายากอย่างนมผงเลย บ้านไหนบ้างที่ไม่ได้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่? ต่อให้น้ำนมไม่พอ ทุกคนก็เลือกป้อนข้าวบดให้พอกินประทังไปก่อน ถึงมีเงินอยู่ในมือก็ไม่มีใครเลือกซื้อนมผงหรอก
สมัยนี้ใคร ๆ ก็ประหยัด ไม่อยากเสียเงินกันทั้งนั้น
“เงินที่เธอขายผ้าอ้อมกับผ้าอนามัยได้ เก็บไว้เองใช่ไหม?” ป้าเจิ้งถามหยั่งเชิง
หลิวซิ่วยิ้มแย้ม “ใช่ค่ะ ฉันเก็บไว้ส่วนหนึ่ง เดี๋ยวจะเอาไปซื้อนมผง เงินน่าจะพอให้กินได้สักระยะ”
“แล้วเงินเบี้ยเลี้ยงของผู้กองลู่ล่ะ เธอเก็บไว้หรือเปล่า?” ป้าเจิ้งถามอีก
สมัยนี้บ้านไหน ๆ คนดูแลเงินก็ไม่พ่อสามีก็แม่สามี แทบไม่มีบ้านไหนให้สะใภ้ใหม่จัดการเงินหรอก
หลิวซิ่วตอบ “ใช่ค่ะ ฉันเก็บไว้เอง ที่บ้านฉันเป็นคนซื้อกับข้าว ก็เลยขี้เกียจเอาเงินไปให้เขาสองคน ยังไงกินอยู่ไปแล้วก็เหลือไม่เท่าไรหรอกค่ะ”
ลูกชายเพิ่งได้รับเงินชดเชยเมื่อวันก่อน เธอไม่มีทางพูดออกไปแน่
“ไม่คิดเก็บไว้บ้างเหรอ ใช้หมดเลยหรือไง?” ป้าเจิ้งถามเสียงเบา
ทำไมจากแม่สามีใจร้ายถึงกลายเป็นแม่สามีทึ่มไปได้ล่ะ
หลิวซิ่วโบกมือ “เก็บไม่อยู่ก็ช่างเถอะค่ะ ตอนนี้ฉันยังทำงานไหว รออีกสักสองสามเดือนให้ลูกโตกว่านี้ ฉันจะออกไปหางานทำ ช่วยแบ่งเบาภาระที่บ้าน”
อยู่บ้านเฉย ๆ ก็น่าเบื่อจะตาย หาเงินสำคัญกว่า
ป้าเจิ้งถึงกับไม่รู้จะพูดอะไร มองหลิวซิ่วราวกับมองคนทึ่ม ก่อนหน้านี้เธอยังคิดว่าตัวเองถูกบ้านเดิมของลูกสะใภ้รังแก แต่เทียบกับอีกฝ่ายแล้ว ตัวเองยังถือว่าดีเสียด้วยซ้ำ
อย่างน้อยก็ไม่ต้องออกไปทำงานหาเงินมาช่วยจุนเจือครอบครัว
