“ตายแล้ว ใครกันเข็นรถของซิ่วเอ๋อร์ล้ม รถโดนพวกเธอทำพังหมดแล้ว!” หวงชุ่ยฮวาร้องลั่น พลางชี้ไปที่หญิงชราหลายคน
หญิงชราเหล่านั้นรีบโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน “ไม่ใช่ฉัน ไม่ใช่ฉัน ฉันไม่ได้ทำ ไม่เกี่ยวกับฉันนะ”
คนที่ล้อมหลิวซิ่วอยู่เมื่อครู่ต่างพากันถอยกรูดไปหลายก้าว กลัวเรื่องนี้จะพาลมาถึงตัว
หลิวซิ่วกลืนคำว่า ‘รถมันก็พังอยู่แล้ว’ ซึ่งจวนจะหลุดจากปากลงคอ เธอเปลี่ยนใจแล้วร้องตามหวงชุ่ยฮวา “โธ่เอ๊ย ฉันใช้จักรยานคันนี้ยังไม่ถึงสองปีเต็มเลยนะ เงินที่ซื้อก็เป็นเงินเดือนลูกชายฉันตั้งหลายเดือน หวยเฉินผู้น่าสงสารก็นอนป่วยจนขยับตัวไม่ได้ แล้วยังมีคนมาทำจักรยานพังอีก...”
คำพูดเหล่านี้หลั่งไหลออกจากปากอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่มีสะดุดแม้แต่น้อย กระทั่งสีหน้าก็ไม่เปลี่ยน
หลิวซิ่วตกใจตัวเองอย่างยิ่ง นี่เธอถูกเด็กชิงเหอคนนั้นพาเสียคนแล้วหรือ แต่เมื่อครู่คนพวกนี้เบียดเธอเสียจนแทบแย่ ไม่สนใจเด็กสองคนเลยสักนิด ตอนนี้มีโอกาสจะสั่งสอนให้พวกนั้นเข็ด เธอไม่มีทางใจอ่อนแน่
“เมื่อกี้พวกเธอหลายคนเป็นคนผลักกัน ฉันเห็นกับตา ถ้าไม่ชดใช้เงิน ก็ไปให้หัวหน้าหมู่บ้านตัดสิน!”
“ตอนซิ่วเอ๋อร์ซื้อจักรยานคันนี้ ฉันก็ไปกับเธอด้วย รถยังใหม่เอี่ยมอยู่เลย ตอนนี้เธอต้องเลี้ยงทั้งลูกสะใภ้ทั้งหลานตามลำพัง พวกเธอจะมารังแกเธอไม่ได้!” หวงชุ่ยฮวาพูดด้วยน้ำเสียงเปี่ยมความยุติธรรม
ลูกชายก็เกิดเรื่อง หลานชายกับหลานสาวก็เพิ่งคลอด ในฐานะเพื่อนเก่าที่สนิทกัน เธอไม่มีทางยืนดูอีกฝ่ายถูกรังแกแน่
จักรยานยี่ห้อเฟิ่งหวงคันหนึ่งราคา 160 หยวน เท่ากับค่าแรงของคนทั่วไปหลายเดือน ยิ่งไปกว่านั้น คนส่วนใหญ่ในหมู่บ้านยังไม่มีงานทำ แล้วใครจะยอมจ่ายเงินชดใช้กันล่ะ
