จนกระทั่งใกล้เวลาอาหารเย็น ผู้คนเหล่านั้นถึงค่อย ๆ แยกย้ายกันไป หลายคนยังมีสีหน้าไม่ยินยอมพร้อมใจนัก ส่วนคนที่ยังดื้อดึงไม่ยอมกลับ ป้าเจิ้งก็ลากออกไปเอง
เรื่องที่เจ้าบ้านทำไม่สะดวก ให้ป้าเจิ้งเป็นคนจัดการเหมาะที่สุด
หลังออกไปแล้ว ทุกคนต่างมีสีหน้าผิดหวัง รู้สึกว่ามาครั้งนี้ก็ไม่ได้สนิทกับซ่งชิงเหอขึ้นสักเท่าไร แถมยังอดมองป้าเจิ้งไม่ได้
รู้อย่างนี้พวกเขาน่าจะทำเหมือนป้าเจิ้ง รีบผูกมิตรกับซ่งชิงเหอไว้ตั้งแต่แรก เผื่อวันหน้าคนในบ้านเกิดเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมา จะได้ขอให้อีกฝ่ายช่วยแทรกคิวตรวจให้
ป้าเจิ้งกลอกตาใส่พวกเขา “เจ้าของบ้านเขาจะกินข้าวกันแล้ว พวกคุณรีบกลับบ้านไปกินมื้อเย็นเถอะ อย่ามายืนเกะกะหน้าบ้านเขาเลย”
พวกคนไม่มีหูตาพวกนี้
พูดจบเธอก็หันกลับเข้าบ้าน คนพวกนี้เปลี่ยนสีหน้าเก่งจริง ๆ ก่อนหน้านี้ทำไมไม่มา ตอนนี้กลับรีบแจ้นกันมา
“ถุย ดูทำเป็นได้ใจเข้า ไม่รู้คงนึกว่าคุณซ่งเป็นลูกสะใภ้ของเธอเสียอีก” หญิงชราคนหนึ่งถ่มน้ำลายไปทางบ้านของป้าเจิ้ง
หวังเอ้อร์ฮวาที่แอบหลบอยู่หลังต้นไม้ไม่ไกลและคอยมองอยู่ก็วิ่งเข้ามา เธอเท้าเอวพลางพูดว่า “นั่นสิ ดูทำเป็นเก่งเข้า”
เธอเชิดคางไปทางบ้านป้าเจิ้ง ท่าทางดูแคลนเต็มที่
ทุกคนพากันงุนงงกับการปรากฏตัวของหวังเอ้อร์ฮวา แล้วหันไปมองเธอพร้อมกัน
หวังเอ้อร์ฮวาชี้ตัวเอง พูดเสียงแห้งว่า “ฉันแค่มาดูเฉย ๆ กลัวพวกคุณจะโดนเธอหลอก ไม่แน่ว่าเธออาจใช้วิธีนี้หลอกเอาคลินิกมาได้ด้วยซ้ำ แล้วในเมื่อเธอได้เข้าโรงพยาบาลทหาร ทำไมไม่ไปทำงานที่นั่นตรง ๆ ต้องมาทำเป็นเปิดตรวจรักษาในเขตบ้านพักครอบครัวทหารด้วยล่ะ?
