เสี่ยวหลี่รีบพูดเสริมขึ้นมาด้วยว่า “ใช่ครับ มาหาผมก็ได้ พวกเราก็ไปภาคตะวันตกเฉียงเหนือเหมือนกัน คอยช่วยเหลือกันก็เป็นเรื่องที่ควรอยู่แล้ว!”
แม้เขาจะไม่รู้ว่าหวังต้าเหว่ยคนนั้นจะดีกับสหายจงหรือเปล่า แต่เขาคิดว่าถ้าพวกเขายังอยู่เมืองหลวง การช่วยเหลือกันก็เป็นเรื่องปกติมาก
ยิ่งเขาเป็นทหารด้วยแล้ว ก็ยิ่งควรช่วยเหลือกัน
ป้าเหมยขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า สุดท้ายก็ร้องไห้เดินออกไปด้วยความซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง
ภายในตู้โดยสาร ผู้อาวุโสฉีอดถอนหายใจไม่ได้ “ก็เป็นคนมีชะตาชีวิตลำบากเหมือนกัน หวังต้าเหว่ยนั่นไม่ใช่คนดีจริง ๆ”
“นั่นสิ คนแบบนี้หน่วยงานยังเก็บไว้ได้ ไม่รู้คิดอะไรอยู่ ถ้าโรงพยาบาลทหารมีพนักงานที่ประพฤติเสื่อมเสียแบบนี้ ฉันไล่ออกทันทีเลย คนอะไรเนี่ย!” ผู้อำนวยการเหรินที่เพิ่งถูกปลุกให้ตื่นพูดด้วยน้ำเสียงฉุนเฉียว
เพิ่งตื่นมาก็ได้ยินเรื่องแย่ ๆ แบบนี้ ใครได้ฟังก็คงโมโห
ซ่งชิงเหอครุ่นคิดอย่างใช้ความคิด ขณะที่ผู้อาวุโสฉีหัวเราะเยาะแล้วเอ่ยว่า “ไม่แน่อาจเป็นพวกฝากเส้นสายเข้ามาก็ได้”
เรื่องบางเรื่องแค่ลองเดาดูก็พอจะรู้ได้เกือบทั้งหมด
“กลับจากไปทำงานนอกพื้นที่แล้ว ไม่แน่อาจได้เลื่อนตำแหน่งด้วยนะคะ” ซ่งชิงเหอเสริมขึ้นมา
เสี่ยวหลี่อ้าปากค้าง “นี่...อย่างนั้นเหรอครับ จริงหรือเปล่า...จะเดาแบบนี้มันเกินไปหน่อยไหม...”
ฟังดูเหมือนจินตนาการขึ้นมาลอย ๆ จะเดาเรื่องได้มากมายขนาดนี้ได้ยังไงกัน?
ผู้อาวุโสฉีเหลือบมองเสี่ยวหลี่แล้วส่ายหน้าไปมา “ถ้าสมองมีน้ำอยู่ ก็รีบเทออกมา”
