ซ่งชิงเหอมองหวังเอ้อร์ฮวา ก่อนพูดต่อว่า “ไหนคุณบอกว่าไม่ได้ปล่อยข่าวลือเกี่ยวกับฉัน แล้วทำไมครั้งก่อนตอนฉันเดินผ่าน ถึงได้ยินคุณพูดกับสหายหวังว่าฉันไม่มีความสามารถจริง เอาแต่หลอกคนอื่นล่ะ?”
เธอได้ยินมาจริง ๆ แต่คนที่หวังเอ้อร์ฮวาพูดด้วยไม่ใช่หวังเจาเตี้ยน หากเป็นคนอื่นที่กำลังนินทาเธออยู่
พอได้ยินเธอพูดแบบนั้น สีหน้าของหวังเอ้อร์ฮวาก็ยิ่งลนลานขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ป้าเจิ้งก้าวออกมา “ใช่ ฉันก็เคยได้ยินเหมือนกัน หวังเอ้อร์ฮวา กล้าสาบานต่อฟ้าไหมว่าไม่ได้พูดเรื่องไม่ดีของน้องชิงเหอให้หวังเจาเตี้ยนฟัง? ถ้าโกหก ขอให้จู๋จู๋ของลูกชายเธอเน่าไปเลยพรุ่งนี้!”
“พูดบ้าอะไรของเธอ เจิ้งเสี่ยวชุ่ย หัดพูดจาให้มันสะอาดหน่อย ลูกชายฉันไม่มีทางจู๋เน่าหรอก ถ้าจะเน่าก็ให้ลูกชายเธอเน่าสิ!” หวังเอ้อร์ฮวาทนไม่ได้ที่สุดเวลามีใครพูดถึงลูกชายสุดที่รัก อารมณ์จึงพลุ่งพล่านขึ้นมาทันที
ลูกชายคือชีวิตของเธอ จะปล่อยให้เกิดเรื่องอะไรขึ้นไม่ได้เด็ดขาด
ป้าเจิ้งกอดอกแล้วหัวเราะเย็นชา “งั้นก็สาบานสิ ถ้าไม่กล้าสาบาน ใครจะเชื่อเธอล่ะ”
“ฉะ...ฉันก็แค่คุยกับเจาเตี้ยน แล้วเรื่องพวกนั้นเจาเตี้ยนเป็นคนบอกฉันเอง ไม่เกี่ยวอะไรกับฉันสักหน่อย...” หวังเอ้อร์ฮวาไม่ยอมสาบาน แถมยังโยนความผิดให้คนอื่นทันที
พูดจบ เธอยังเหลือบมองไปทางหวังเจาเตี้ยนอย่างกระอักกระอ่วน สายตาวอกแวกไปมา
หวังเจาเตี้ยนที่ถูกคนอื่นกดไว้กับพื้นจนขยับไม่ได้: ...
ถูกแทงข้างหลังเร็วขนาดนี้เลยเหรอ?
“หวังเอ้อร์ฮวา เธอหมายความว่ายังไง? ที่บอกว่าฉันเป็นคนเล่าให้ฟังน่ะเหรอ? เรื่องที่เธอพูดถึงซ่งชิงเหอไม่ใช่เธอเป็นคนเล่าให้ฉันฟังเองหรือไง ตอนนี้กลับโยนความผิดมาให้ฉัน เธอยังมีจิตสำนึกอยู่ไหม?!” หวังเจาเตี้ยนตะโกนอย่างอัดอั้น
