ไม่นานก็ถึงวันที่ต้องไปสืบตรวจที่หมู่บ้านหนานซาน
จี้เยี่ยนอันนำผู้คนออกจากเมืองเป่ยเจิ้น
ภายในรถม้า มีคนนั่งอยู่สี่คน
จี้เยี่ยนอัน เจียงอวิ๋นซุ่ย เสิ่นชิงจู๋ และอีกผู้หนึ่งที่เจียงอวิ๋นซุ่ยไม่รู้จัก
เจียงอวิ๋นซุ่ยจ้องมองผู้นั้นอยู่ครู่ใหญ่
ซ่งจิ้นเอ่ยเสียงแหบพร่าแฝงความอึมครึม “ผู้คนในมือซื่อจื่อ หากจะคิดการใหญ่เกรงว่าคงยากเย็น หรือควรดูดซับคนจากชนเผ่าอื่นในทุ่งหญ้าเข้ามาเพิ่ม”
เสิ่นชิงจู๋ถือพัดในมือ “จะรีบร้อนไปไย สุขภาพของซื่อจื่อต้องได้รับการฟื้นฟูให้ดี หากหักโหมจนเกินไป ข้าเกรงว่าไม่อาจรับประกันได้ว่าจะเกิดอันใดขึ้น”
ซ่งจิ้นยิ้มเหี้ยม “เสิ่นชิงจู๋ นั่นเพราะเจ้าดูไร้ประโยชน์เกินไป”
“เจ้าแน่ เจ้าก็มาสิ”
จี้เยี่ยนอัน …………
“ทะเลาะกันอีกก็ลงไปให้หมด”
ชั่วพริบตา ทั้งสองก็เงียบเสียง
เจียงอวิ๋นซุ่ยกระตุกแขนเสื้อของจี้เยี่ยนอัน ถามเสียงเบา “เขาใช่บัณฑิตอาภัพนั่นหรือไม่”
คงเพราะเคราะห์กรรมที่ตนประสบ ซ่งจิ้นจึงแผ่กลิ่นอายเย็นยะเยือก
จี้เยี่ยนอันพยักหน้า
เจียงอวิ๋นซุ่ยส่งเสียงอืมแล้วไม่ถามอีก นอนพาดหน้าต่างรถม้ามองออกไปข้างนอก
เห็นหนานโม่และคนอื่นขี่ม้ากัน นางก็อยากขี่ม้าบ้าง
“หนานโม่หนานโม่ เจ้าอุ้มข้าออกไปที ข้าอยากขี่ม้าบ้าง”
หนานโม่เหลียวมองนางคราหนึ่ง “ไม่ได้”
หนานโม่ผู้น่าชัง
เจียงอวิ๋นซุ่ยเม้มปากน้อยๆ หันกายมาหาจี้เยี่ยนอัน
“จี้เยี่ยนอัน ข้าจะออกไปขี่ม้าด้วยตนเอง ขี่ม้าเร็วกว่า”
