เจียงอวิ๋นซุ่ยคาดไม่ถึงเลย ว่าเจ้าหมาสองตัวจะพานางมาถึงกำแพงเมืองชั้นนอก
แต่ยามนี้นางสภาพเหมือนปลาแห้งตายซาก นอนแป้วบนหลังหมาอย่างไร้เรี่ยวแรง
ขณะเจ้าหมาสองตัวขึ้นไปบนกำแพงเมือง เหล่าผู้รักษาการณ์ตลอดทางล้วนอดไม่ได้ที่จะมองนาง
“พวกเจ้านี่ พาข้ามาถึงไหนแล้ว”
พานางมาที่นี่ด้วยเหตุใดกัน
สูดจมูกฟุดฟิด เจียงอวิ๋นซุ่ยพลันอยากตีหมา
ทันใดนั้น นางได้ยินเสียงด่าทอกันดังสนั่น
น้ำเสียงดุดัน หนักแน่น
อ้อ? มีคนด่าทอกลางถนนหรือ
นางเองก็ไม่สนใจแล้วว่าตัวเองจะหนาวหรือไม่ มือเล็กสองข้างสอดเข้าปลายแขนเสื้อกันและกัน วิ่งต๊อกต๋อยไป
ผู้คนบนกำแพงเมืองช่างมากมายเสียจริง ถูกผู้คนมากมายจ้องมองเช่นนี้ เห็ดน้อยชักประหม่า จึงใช้ทักษะพรางตัว
ดังนั้นต่อจากนั้นไป แทบไม่มีใครสังเกตเห็นเจียงอวิ๋นซุ่ย
ตรงไปตลอดทางจนถึงที่วิวาทกัน
นางเห็นจี้เยี่ยนอันที่นั่งอยู่ท่ามกลางวงในพริบตาเดียว
ส่วนเสียงด่าอันกึกก้องนั้น มาจากพวกทัพอนารยชนเบื้องล่างนั่นเอง
นั่นคืออนารยชนที่พูดภาษาจงหยวนได้ผู้หนึ่ง
วาจาล้วนถากถาง
“จี้เยี่ยนอัน? จี้เฉิงเยี่ยนลูกชายคนนั้นสินะเจ้า อาฮะ……ตระกูลจี้ของพวกเจ้านี่รุ่นแล้วรุ่นเล่าช่างหาความเจริญมิได้เลย ออกนอกบ้านยังห่อตัวมิดชิดถึงเพียงนี้ ลูกเจี๊ยบขนยังไม่ทันขึ้นดีกลับไปเป็นคุณชายน้อยของเจ้าต่อไปเถิด
สมรภูมินี่มิใช่ที่เล่นสนุกของคนป่วยอย่างเจ้า ว่าแต่เจ้าอยากรู้หรือไม่ท่านปู่ ท่านพ่อ รวมถึงท่านอาของเจ้าตายเช่นไร ข้าจะเล่าให้ฟัง
ท่านปู่ของเจ้าก็นับว่าแมนอยู่ อายุปูนนี้แล้วยังคว้าดาบมาสู้กับพวกเรา สุดท้ายถูกพวกเราแทงเป็นพรุน ส่วนท่านพ่อของเจ้าน่ะหรือ โดนธนูนับแสนเสียบทะลุกลางใจตาย……”
