แม่ครัวเฉินพาเจียงอวิ๋นซุ่ยออกจากลานหน้าได้ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
“ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องกลัว”
เจียงอวิ๋นซุ่ยเอ่ยปลอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนิ่ม
แม่ครัวเฉินตบอกตนเอง “ข้าตกใจแทบตาย ตระกูลโจวนี่ช่างเลวจริง!”
นางยังหวาดหวั่นไม่หาย “คิดไม่ถึงเลยว่าพวกมันจะใส่ร้ายข้า”
จนถึงตอนนี้ นางก็ยังอยากฟันแม่ลูกตระกูลโจวนั่นเป็นพันท่อนหมื่นท่อน
เมื่อเห็นจุดจบของพวกนั้นแล้ว แม่ครัวเฉินมีเพียงความสะใจ
“ยังดีที่ซื่อจื่อทรงพระเมตตากรุณา แค่หักเบี้ยหวัดข้าไปบ้าง”
“แต่นับจากนี้พวกเราคงต้องรัดเข็มขัดกันหน่อยแล้ว”
เบี้ยหวัดของนางเดือนหนึ่งมีแค่ตำลึงเดียว ตอนนี้ถูกหักเบี้ยหวัดไปสามเดือน ทำเอานางปวดใจแทบบ้า
แต่ก็ยังดีกว่าถูกไล่ออกไป หรือต้องเสียชีวิต
“ซุ่ยซุ่ย เจ้าไม่กลัวหรือ?”
โดยเฉพาะเสียงกรีดร้องในตอนจบนั้น แม่ครัวเฉินรีบพาเจียงอวิ๋นซุ่ยเดินเร็วขึ้นก็เพราะกลัวเด็กน้อยจะเห็นแล้วหวาดกลัว
แต่ไม่นึกเลยว่าเจ้าตัวเล็กนี่จะหันกลับไปดูด้วย
เจียงอวิ๋นซุ่ยส่ายหน้าน้อย ๆ “ไม่กลัว”
คนตายก็คือคนเลวนี่นา
นางไม่ได้รู้สึกรู้สากับความเป็นความตายมากนัก ตอนอยู่ในป่าก็พบเห็นมามาก
การแก่งแย่งระหว่างสัตว์ป่านั้นโหดร้ายกว่าโลกมนุษย์เสียอีก
ตอนนี้นางมีร่างเป็นคน แต่แก่นแท้ก็ยังเป็นเห็ดดอกหนึ่ง
มนุษย์ในสายตานาง ก็ไม่ได้ต่างจากสัตว์พวกนั้นเลย
ทว่าแม่ครัวเฉินกลับนึกถึงญาติที่ล่วงลับของเจียงอวิ๋นซุ่ย
ใช่แล้ว มีอะไรจะน่ากลัวไปกว่าตอนนั้นอีกล่ะ
“ไม่กลัวก็ดีแล้ว ซื่อจื่อของเราก็ไม่ใช่คนฆ่าฟันตามอำเภอใจ คนผู้นั้นสมควรตายแล้ว ดังนั้นซุ่ยซุ่ยเจ้าอย่าได้หวาดกลัวไปเลย”
