แต่เช้าตรู่ ฝางเสี่ยวพังก็มาถึงแล้ว
“พี่เถิง อรุณสวัสดิ์ครับ”
“มาพอดีเลย มากินมื้อเช้าด้วยกันสิ”
หลู่ซื่อเหว่ยกับหยูเจาจ้าวกำลังกินมื้อเช้ากันอยู่
เมื่อวานตู้เหวินกับหลินเยี่ยนกลับไป จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่กลับมา
แต่ฝางเสี่ยวพังกลับมาถึงก่อนเสียอีก
คนอื่นต่างยุ่งกัน มีแต่งานของเขาที่สบายที่สุด
เขาเป็นพนักงานธุรการดูแลห้องสมุด เมื่อเทียบกับงานอื่นที่ยุ่งวุ่นวายแล้ว นับว่าเป็นงานที่ค่อนข้างสบาย
มื้อเช้าวันนี้เป็นโจ๊กขาว กินคู่กับแตงกวาดองและหัวไชเท้าแห้ง อีกทั้งยังมีไข่ดาว
ยายเจียงไม่กินไข่ดาว นางหยิบไข่ดิบมาตอกเปลือก เทไข่ลงในโจ๊กขาวร้อน ๆ เติมเกลือนิดหน่อย แล้วคนให้เข้ากันก่อนกิน
กินคู่กับแตงกวาดองแล้วอร่อยจนต้องร้องชม
นางไม่ได้กินบนโต๊ะอาหาร แต่ยกโจ๊กชามร้อน ๆ ไปนั่งกินบนแท่นหินตรงปากทาง
คนแก่ที่กินแบบนางมีอยู่ไม่น้อย
ฝางเสี่ยวพังก็ชอบกินแบบนี้เหมือนกัน แต่เมื่อเทียบกับแตงกวาดองแล้ว เขาชอบหัวไชเท้าแห้งมากกว่า
หลู่ซื่อเหว่ยเองก็ไม่ชอบกินของเปรี้ยว ส่วนไข่นั้นทำแบบไหนเขาก็ชอบกินทั้งนั้น
หยูเจาจ้าวกินได้ทุกอย่าง ในยุคที่ข้าวของเครื่องนุ่งห่มและอาหารยังขาดแคลนเช่นนี้ การกินทิ้งกินขว้างถือเป็นบาปใหญ่
คนส่วนใหญ่ไม่เลือกกิน
ต่อให้มีคนเลือกกินอยู่เพียงน้อยนิด ก็ไม่มีใครกล้าแสดงออกในที่สาธารณะ
หลังมื้ออาหาร ฝางเสี่ยวพังก็พูดเสียงเบาว่า “พี่เถิง พวกเราจัดคนไปจับตาดูหลายบ้านแล้ว ทางตระกูลหลินยังไม่มีความคืบหน้าอะไร สืบไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างหัวหน้าหลินกับหยูเจ้าตี้คนนั้น
ส่วนทางตระกูลหวัง หวังเป๋าเก้นกลายเป็นคนปัญญาอ่อนไปแล้ว แต่แม่ของเขาไม่ยอมแพ้ พาเขาไปรักษาที่เมืองจวน ได้ยินว่าถ้ารักษาที่เมืองจวนไม่หาย ก็จะพาไปปักกิ่ง”
