“เมียไม่ต้องกลัว ผมอยู่นี่”
หลู่ซื่อเหว่ยโอบหยูเจาจ้าวเข้ามาในอ้อมแขน แล้วก้มลงจูบขมับของเธออย่างอ่อนโยน
“มีผมอยู่ ผมจะไม่ยอมให้คุณได้รับอันตราย แต่ถ้าคุณอยู่คนเดียว ก็ต้องระมัดระวังให้มาก เจอเรื่องอะไรให้ไปหาตำรวจรถไฟก่อน
“ผมถึงกับอยากให้คุณเห็นแก่ตัวสักหน่อย ไม่ว่ายังไงก็ต้องปกป้องตัวเองไว้ก่อน”
พวกเขาแต่งงานกันมาสองเดือนกว่าแล้ว หลู่ซื่อเหว่ยจึงมองนิสัยกล้าหาญและเร่าร้อนของภรรยาตัวเองออกอย่างทะลุปรุโปร่ง
เธอกล้าหาญเร่าร้อน เกลียดชังความชั่วร้าย แต่เมื่อเจอเรื่องก็รู้จักประเมินสถานการณ์ ไม่บุ่มบ่ามทำอะไรตามใจ
“เมีย วันนี้ตอนคุณลงมือจัดการคน ดูเปล่งประกายมากเลย”
สวยจนทำให้ใจสั่นสะท้าน
เขามองจนเหม่อลอย หัวใจเต้นแรงอย่างห้ามไม่อยู่
หยูเจาจ้าวซุกตัวเข้าไปในอ้อมแขนเขา แววตาพราวด้วยรอยยิ้มบาง ๆ พูดอย่างมั่นใจว่า “คนที่เก่งจริง ๆ คือคุณต่างหาก ฉันสังเกตเห็นแค่ผู้ใหญ่กับเด็กที่นั่งตรงข้ามเราว่ามีท่าทีแปลก ๆ แต่ไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติของคนอื่นเลย
“ช่วงคับขัน คุณปกป้องฉัน ช่วยคน และควบคุมสถานการณ์ได้อย่างรอบด้าน พี่ซื่อเหว่ย คุณต่างหากที่เป็นที่พึ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของฉัน”
จุดที่อ่อนโยนที่สุดในใจของหลู่ซื่อเหว่ยถูกสะกิดอย่างแรงอีกครั้ง ความอ่อนโยนในแววตาแทบเอ่อล้นออกมา
เดิมทีทั้งคู่เหน็ดเหนื่อยจากการวุ่นวายมาทั้งวัน หลู่ซื่อเหว่ยจึงไม่ได้คิดจะทำอะไร
แต่ภรรยาซุกซนอยู่ในอ้อมแขน ทั้งนุ่มนวลหอมกรุ่น แถมยังปีนขึ้นมานอนทับตัวเขาอีก
“เมีย คุณไม่ง่วงหรือ”
“ตอนแรกก็ง่วงนิดหน่อย แต่ตอนนี้เหมือนจะไม่ง่วงแล้ว”
“เหนื่อยไหม”
“เหนื่อยนะ แต่สมองกลับตื่นตัวมาก พี่ซื่อเหว่ย ฉันเหมือนจะนอนไม่หลับแล้ว”
