ตอนที่เธอถามประโยคนี้ออกไป ตัวเธอเองก็ไม่รู้ตัวหรอกว่าลึก ๆ ในใจแล้ว เธอก็ยังไม่อยากเชื่อว่าลู่จือสิงจะปล่อยตัวเป็นปลาเค็มไปแบบนี้จริง ๆ
อย่างไรก็เป็นคู่แข่งที่ถูกเอามาเปรียบเทียบกันมาตั้งแต่เด็ก
ต่อให้ลู่จือสิงจะตื่นรู้สายอาชีพขยะ เขาก็ไม่มีทางไม่เข้าใจหรอกว่า “มีแต่เลเวลแต่ไม่มีเทคนิคการต่อสู้ก็ไร้ประโยชน์”
ลู่จือสิงที่เธอรู้จัก ถึงจะขี้เกียจ แต่ก็ไม่โง่
รองผู้บัญชาการมีสีหน้าประหลาด ๆ ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็รายงานตามความจริงว่า “ลู่จือสิง… นอนอยู่บนเตียง ดูเหมือนกำลังดูหนังอยู่เลยครับ ยังมีสาวใช้คอยป้อนผลไม้อีก”
เขาหยุดไปชั่วขณะ
“มากกว่านั้นมองไม่เห็นแล้วครับ อยู่ ๆ ก็มีกำแพงเลือดโผล่มาบังไว้ มองเห็นแค่มีมอนสเตอร์เลือดน้อยถูกโยนเข้าไปในกำแพงตลอด”
คิ้วของซูโยวหรานขมวดเข้าหากัน เอื้อมมือรับกล้องส่องทางไกลที่รองผู้บัญชาการยื่นให้ มองไปทางค่ายตระกูลลู่ทางทิศตะวันออก
หลังกำแพงดินสีขาวเทา มีกำแพงสีแดงเข้มที่ใหญ่กว่าตั้งอยู่จริง ๆ
สูงห้าเมตร ยาวสิบเมตร หนาสองเมตร กำแพงดินบดบังสายตาจากภายนอก
แต่ภายในกำแพง มีมอนสเตอร์เลือดน้อยถูกโยนเข้าไปเป็นครั้งคราว แล้วก็มีเสียงระเบิดทุ้ม ๆ ดังขึ้น หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรเคลื่อนไหวอีก
ซูโยวหรานวางกล้องส่องทางไกล คิ้วขมวดแน่น
“กำแพงเลือด?”
สายตาของเธอจับจ้องไปที่กำแพงสีแดงเข้มพวกนั้นอยู่ครู่หนึ่ง
“เจ้าหมอนั่นที่ชื่ออาหู่ ดูจะถนัดสกิลแนวป้องกันมากเลยนะ คาดว่าน่าจะเป็นฝีมือของเขา มาตรการรักษาความปลอดภัยนี่ก็เกินจริงไปหน่อยแล้ว”
บรรยากาศเงียบงันไปสองสามวินาที
ซูโยวหรานหัวเราะเยาะออกมา ส่ายหน้า
“ไม่ได้เรื่องแล้ว ไม่เอาไหนจริง ๆ”
เธอกระแทกคทาลงบนพื้นอย่างแรง
“เสียแรงที่เมื่อก่อนฉันเคยเห็นเขาเป็นคู่แข่งตลอดกาล แถมยังฝึกอย่างบ้าคลั่งเพื่อจะเอาชนะเขาอีก
