เพื่อทำให้ตัวเองมึนชา และเพื่อไม่ให้หวาดกลัวอีกชั่วคราว เขาจะได้หลุดพ้นจากสภาพหวาดผวาตัวสั่นเช่นนี้เสียที
หวู่ฮวนเอี้ยนจึงเปิดโหมดกระดกเหล้าไม่ยั้ง
เขาไม่กล้าชวนใครดื่ม เอาแต่ก้มหน้าดื่มเงียบ ๆ แก้วหมดเมื่อไรก็รินเองเมื่อนั้น
ดื่มไปไม่กี่แก้ว ทั้งคนก็เริ่มมึนงงเลื่อนลอย
เจียงเย่ายังไม่ได้กินข้าวสักกี่คำ ก็ได้ยินเสียง “ปัง” ดังขึ้น
หวู่ฮวนเอี้ยนฟุบหน้าลงบนโต๊ะทันที
“เมาแล้วเหรอเนี่ย” เจียงเย่าหันไปมองเซินจี้ “น้องหวู่คนนี้… คอไม่แข็งเท่าไร แต่ชอบดื่มเอาเรื่องเลยนะ”
เซินจี้ขานรับ “อืม” แล้วพูดอย่างไม่ใส่ใจว่า “คุณค่อย ๆ กินเถอะ ไม่ต้องสนใจเขา”
ที่จริงเจียงเย่าไม่ค่อยมีความอยากอาหารนัก คงเป็นเพราะถูกเซินจี้เลี้ยงจนลิ้นติดรส กินอาหารข้างนอกทีไรก็รู้สึกเหมือนขาดอะไรไปสักอย่าง
เธอกินไปไม่กี่คำ แล้วรินเหล้าให้ตัวเองอีกแก้ว ยกแก้วขึ้นทางเซินจี้ “เหมือนเราจะยังไม่เคยดื่มด้วยกันเลยนะ วันนี้ก็ถือว่าเป็น…ประสบการณ์ใหม่ไหม”
ขนตาของเซินจี้ไหววูบ
ตลอดทั้งค่ำ อารมณ์ของเขาไม่ดีเลย และเพิ่งมารู้ตัวในตอนนี้เองว่า ที่แท้เขาไม่ชอบให้เจียงเย่ามองใครอื่นแม้แต่น้อย
แต่ตอนนี้ เมื่อเธอมองเขาด้วยแววตาเป็นประกาย ความคิดชั่วร้ายที่ไหลวนอยู่ในหัวก็ถูกกดทับลงในทันใด
เขาข่มความคิดที่อยากทำให้หวู่ฮวนเอี้ยนหายไปเสียตรงนี้ ยกแก้วขึ้นแล้วแตะเบา ๆ กับแก้วในมือเธอ
เสียง “กริ๊ง” ดังขึ้น
เป็นเสียงสะท้อนของความปรารถนา
ดื่มโต้ตอบกับเซินจี้ไปสองแก้ว เจียงเย่าก็เริ่มมึนเมาขึ้นมาบ้าง
เธอมองหวู่ฮวนเอี้ยนที่หลับกรนอยู่ แล้วถามเซินจี้ว่า “ดึกแล้ว พาน้องหวู่กลับก่อนดีไหม”
