หลังจากกินข้าวเสร็จ หลิวอวี่เฟยก็มาหาเธอ และกระซิบถามว่า “เธอรู้ไหมว่าเพื่อนร่วมห้องของเธออย่างอวี้อ้ายหัวกับโจวเฉิงเซียงมีภูมิหลังเป็นยังไง”
สือเจียอีตกใจ “ภูมิหลังอะไรเหรอ”
“พ่อของอวี้อ้ายหัวเป็นหัวหน้าแผนกกิจการพลเรือนของเขตซินหยวนที่อยู่ข้าง ๆ นี่เอง เป็นนายทหารที่โอนย้ายมา”
“ส่วนโจวเฉิงเซียงนี่ค่อนข้างซับซ้อนหน่อย แม่ของเธอแต่งงานใหม่ พ่อคนแรกเสียชีวิตเพราะสงคราม แล้วก็แต่งงานกับคนปัจจุบัน ตอนนี้พ่อเลี้ยงของเธอทำงานที่สำนักงานตำรวจผิงเซียง ได้ยินว่าเป็นเพื่อนร่วมรบของพ่อเธอ”
“แม่ของเธอก็ไม่ธรรมดาเหมือนกัน เข้าไปทำงานในแผนกสาธารณสุข”
สือเจียอีถึงกับแสดงสีหน้าตกตะลึงออกมา ไม่แปลกที่โจวเฉิงเซียงจะพูดจาเป็นชุดเป็นตอนแบบนั้น เธอไม่รู้สึกแปลกใจเลย
แต่คนอย่างอวี้อ้ายหัวนี่สิ ดูไม่ออกเลยจริง ๆ ดูท่าว่าพวกเขาคงตั้งใจเก็บตัวอยู่ พวกนี้ล้วนเป็นลูกหลานของผู้ปฏิบัติงานระดับหัวหน้า
“เธอรู้ได้ยังไง”
หลิวอวี่เฟยยิ้มอย่างเข้าใจ “หัวหน้าอวี๋มาเลกเชอร์ให้ห้องเรียนเราฟังน่ะ ส่วนครอบครัวของโจวเฉิงเซียงเคยเห็นมาก่อน แต่ตอนนั้นนึกไม่ออก”
อย่างนี้นี่เอง สือเจียอีพยักหน้า
“เธอรู้จักคนในรัฐบาลตำบลเซี่ยงหงไหม”
หลิวอวี่เฟยส่ายหน้า “รัฐบาลตำบลไม่รู้จัก แต่รู้จักคนในรัฐบาลเขต เลขานุการเจิ้งคนนั้นไง”
สือเจียอีถอนหายใจ ดูท่าทางว่ารัฐบาลตำบลคงไม่มีทางเข้ามาสอนได้เลย
หมู่บ้านต้าสืออยู่ภายใต้การปกครองของตำบลเซี่ยงหง เธอจึงอยากรู้ว่า การสร้างสะพานแม่น้ำลั่วหยาง จะช่วยให้คืบหน้าเร็วขึ้นได้บ้างไหม
หรือควรไปสานสัมพันธ์กับเลขานุการเจิ้งดีไหมนะ
คิดเรื่องต่าง ๆ ในใจพลาง ก็บอกลาหลิวอวี่เฟย นัดดูหนังตอนบ่ายด้วยกัน ให้เธอเลือกที่นั่งดี ๆ ให้
