เพิ่งเดินมาถึงลานเล็ก ๆ หน้าโรงพยาบาล ก็ได้ยินเสียงเพลงจังหวะเร้าใจดังมาเป็นระลอก
เพลงนั้นฮิตติดหูสุด ๆ ฮิตยิ่งกว่าเพลงเต้นแอโรบิกของผู้สูงอายุเสียอีก
เกิดอะไรขึ้น? นี่ไม่ใช่ลานเล็ก ๆ ภายในโรงพยาบาลหรอกหรือ?
เธอจำได้ว่าที่นี่ไม่เปิดให้คนนอกเข้ามา คนที่เข้ามาได้ล้วนเป็นญาติหรือคนไข้ของโรงพยาบาลไม่ใช่หรือไง?
โลกเพี้ยนจนเธอจำไม่ได้แล้วหรือไง ถึงได้มาป่วยกันอย่างเริงร่าแบบนี้?
ไม่ได้ ๆ นานทีจะเกิดความอยากรู้อยากเห็นขึ้นมา เธอต้องไปดูให้ได้
พอเดินเข้าไปใกล้ก็เห็นว่าพวกเขากำลังเต้นรำอยู่จริง ๆ ไม่ผิดแน่
แต่คนที่เต้นกลับแปลกอยู่สักหน่อย ไม่ใช่คุณปู่คุณย่า หรือชายหญิงสูงวัย หากเป็นคนหนุ่มสาวเจ็ดแปดคน
จะเรียกว่าหนุ่มสาวก็ไม่ค่อยถูกนัก น่าจะอายุราวยี่สิบหกยี่สิบเจ็ด ยี่สิบแปดยี่สิบเก้า สามสิบเอ็ดสามสิบสอง หรือสามสิบสามสามสิบสี่ปี
สีหน้าพวกเขาไม่ได้เบิกบานยิ้มแย้ม ตรงกันข้ามกลับเคร่งเครียด ขมวดคิ้วแน่น เหงื่อท่วมตัว
ยิ่งไปกว่านั้น ผ่านมาตั้งนานแล้ว เธอเพิ่งสังเกตว่าพวกเขาเต้นท่าเดิมกับเพลงเดียวกันตั้งแต่ต้นจนจบ ด้านหน้ายังมีโทรศัพท์มือถือวางอยู่เครื่องหนึ่ง
น่าจะกำลังถ่ายทอดสด เรื่องนี้ทำให้เซี่ยงเฉินเฉินไม่เข้าใจอยู่บ้าง
ด้วยนิสัยที่ว่าไม่เข้าใจก็ต้องถาม เซี่ยงเฉินเฉินจึงขยับเข้าไปใกล้หญิงวัยกลางคนที่อยู่ข้าง ๆ แล้วถามว่า “คุณป้า เกิดอะไรขึ้นหรือคะ? โรงพยาบาลอนุญาตให้เต้นรำกันด้วยเหรอ?”
หญิงคนนั้นเงยหน้ามองเธอ ก่อนถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ล้วนเป็นคนที่ชีวิตลำบากทั้งนั้น”
