เตียวจื่อหลงพยักหน้า “ข้าก็คิดเช่นนั้น
เพียงแต่เรื่องกองทัพเจิ้นซีก่อกบฏทำให้ฝ่าบาทพิโรธอย่างยิ่ง จะทรงให้โอกาสทหารชั้นผู้น้อยเหล่านี้ได้กลับตัวหรือไม่นั้น ยังไม่มีข้อสรุป”
เตียวจื่อหลินกล่าวเสริม “ตอนนี้กำลังพลทั่วราชสำนักขาดแคลน หากลงโทษคนทั้งหมด ย่อมไม่เหมาะสม ข้าเชื่อว่าฝ่าบาทน่าจะทรงยอมผ่อนปรนเรื่องนี้”
เตียวจื่อหลงพยักหน้า “หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น”
หลังเงียบไปครู่หนึ่ง เขากวาดตามองลู่เฟิงเหนียนกับเตียวจื่อหลินช้า ๆ “พวกเจ้าก็เตรียมตัวไว้ให้ดี หากฝ่าบาททรงเมตตา เชลยเหล่านี้จะถูกจัดเข้าประจำใต้บังคับบัญชาของพวกเจ้า
การควบคุมและฝึกฝนพวกเขาไม่ใช่เรื่องง่าย”
เตียวจื่อหลินกำหมัดแน่น “พวกทหารเกเรนี่ ข้าอยากจัดการมานานแล้ว คราวนี้ตกมาอยู่ในมือข้า ดูสิว่าข้าจะจัดการพวกเขาอย่างไร”
เตียวจื่อหลงขมวดคิ้วแน่น “เจ้าต้องรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา พวกนี้กำลังหวาดหวั่น สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือปลอบขวัญ ไม่ใช่กดขี่”
เตียวจื่อหลินตอบ “พี่ใหญ่ วางใจเถิด ข้ารู้ว่าควรทำอย่างไร”
ลู่เฟิงเหนียนไม่ได้กล่าวอะไร
ก่อนหน้านี้ ตอนที่เขาเลื่อนจากหัวหน้าสิบนายเป็นหัวหน้าร้อยนาย เขาปฏิเสธไม่รับทหารเก่าจากกองทัพเจิ้นซีเข้ามาใต้บังคับบัญชา
เหตุผลมีสองประการ
ประการแรก เขากังวลว่าว่านซงจะส่งสายลับมาแทรกซึมอยู่ข้างกาย
ประการที่สอง ลู่เฟิงเหนียนดูแคลนพวกทหารเกเรเหล่านี้จากใจจริง
ทหารเก่าส่วนใหญ่ในกองที่สอง กองที่สาม และกองที่สี่ของกองทัพเจิ้นซี ล้วนเป็นพวกเจนจัด
นิสัยเสียและความเคยชินแย่ ๆ ฝังรากลึกไปแล้ว อยากให้พวกเขาเปลี่ยนแปลงนั้นยากยิ่งกว่าขึ้นสวรรค์
แทนที่จะทุ่มเวลาและกำลังไปกับการเปลี่ยนนิสัยพวกเขา ทั้งยังไม่แน่ว่าจะสำเร็จ สู้ไปหาทหารใหม่มาฝึกตั้งแต่ต้นจะประหยัดแรงและเวลา อีกทั้งยังปลูกฝังความภักดีได้ง่ายกว่า
