เตียวจื่อหลงยกจอกขึ้นดื่มจนหมดในอึกเดียว ก่อนหัวเราะเสียงดัง “ไม่เลว! สร้างคุณงามความชอบใหญ่หลวงถึงเพียงนี้ แต่ยังคงถ่อมตนไม่โอ้อวดได้ ช่างหาได้ยากนัก!”
เตียวจื่อหลินกล่าวเสริม “ไป่ฮู่ลู่ยังหนุ่มแน่นเปี่ยมความสามารถ อนาคตไร้ขีดจำกัด”
ลู่เฟิงเหนียนยังคงถ่อมตนไม่หยุด
งานเลี้ยงดำเนินต่อไป
หลังจากทั้งสองฝ่ายทักทายและกล่าวยกยอกันอยู่พักใหญ่
เตียวจื่อหลงกระแอมเบา ๆ “ไป่ฮู่ลู่ ที่เชิญเจ้ามาวันนี้ นอกจากเพื่อกระชับความสัมพันธ์แล้ว ข้ายังมีเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่ง อยากส่งข่าวให้เจ้ารู้ล่วงหน้า”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ลู่เฟิงเหนียนก็รีบวางตะเกียบ นั่งตัวตรงอย่างสำรวม
เตียวจื่อหลงเหลือบมองเตียวจื่อหลิน
เตียวจื่อหลินเข้าใจความหมาย จึงสาวเท้าไปยังประตูห้องรับรอง ไล่ทหารคนสนิทที่อยู่รอบ ๆ ออกไป ก่อนปิดประตูลง
เมื่อกลับมานั่งที่เดิม เตียวจื่อหลงก็ลดเสียงลง “เรื่องการจัดสรรกำลังของกองทัพเจิ้นซี ข้าได้รับข่าวมาบ้างแล้ว”
ลู่เฟิงเหนียนเผยสีหน้าฉงน “ข้าได้ยินว่าแม่ทัพจ้าวเพิ่งส่งรายงานชัยชนะไปยังทางแคว้นวันนี้เอง ไฉนถึงมีคำตัดสินเร็วปานนี้?”
เตียวจื่อหลงยิ้มบาง “เรื่องนี้ตัดสินกันไว้แล้ว ตั้งแต่ก่อนสงครามจะเริ่มเสียอีก”
ลู่เฟิงเหนียนยิ่งสงสัยกว่าเดิม
เตียวจื่อหลงกล่าวต่อ “ส่วนเหตุผลที่แน่ชัด ข้าคงบอกเจ้าไม่ได้
เจ้ารู้ไว้เพียงว่า อีกไม่นานข้าก็จะได้เป็นจ่งปิงคนใหม่ของกองทัพเจิ้นซี”
ได้ยินดังนั้น ลู่เฟิงเหนียนก็รีบประสานมือแสดงความยินดี “ขอแสดงความยินดีกับท่านจ่งปิงเตียว!”
