ยามลู่เฟิงเหนียนพาผู้ใต้บังคับบัญชากว่าสี่สิบคนออกจากค่ายใหญ่กองทัพเจิ้นซี สองพี่น้องเตียวจื่อหลงและเตียวจื่อหลินก็มาส่งด้วยตนเอง
“ใครจะคิดว่าผู้บังคับกองลู่จะได้รับความโปรดปรานจากฝ่าบาท ต่อไปย่อมก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว อนาคตไร้ขีดจำกัด” เตียวจื่อหลงเอ่ยพร้อมรอยยิ้มบาง
เตียวจื่อหลินกล่าวเสริมว่า “ผู้บังคับกองลู่ พี่ใหญ่ของข้ากำลังหาทางยื่นเรื่องขอเบื้องบน ให้กองทัพเจิ้นซีแต่งตั้งแม่ทัพโหยวจีเพิ่มอีกคน เพื่อให้ท่านได้ขึ้นตำแหน่ง
ใครจะคิดว่าท่านจะตั้งกองกำลังของตนเองเสียแล้ว”
ลู่เฟิงเหนียนยิ้มพลางประสานมือคารวะ “ขอบคุณใต้เท้าทั้งสองที่เมตตา หากมิใช่เพราะขัดราชโองการไม่ได้ ข้าย่อมอยู่รับใช้กองทัพเจิ้นซี ช่วยแบ่งเบาภาระให้แม่ทัพทั้งสองเป็นแน่”
เตียวจื่อหลงยิ้มน้อย ๆ “ตอนนี้ท่านเป็นผู้บังคับกองแยก นับว่าได้เลื่อนขั้นแล้ว ดีกว่าอยู่ในกองทัพเจิ้นซีของพวกเราไม่รู้กี่เท่า”
ลู่เฟิงเหนียนส่ายหน้าพลางยิ้มขื่น “ทำให้จ่งปิงเตียวหัวเราะเยาะแล้ว แม้จะเรียกว่ากองแยก แต่ไม่มีทั้งทหาร เสบียง เงินเดือนทหาร แม้แต่อาวุธยุทโธปกรณ์ก็ไม่จัดให้
ค่ายเซียนเติงของข้า เป็นเพียงเรื่องตลกเรื่องหนึ่งเท่านั้น”
เตียวจื่อหลงโบกมือ “ทุกสิ่งยากตั้งแต่เริ่มต้น ผู้บังคับกองลู่อย่าเพิ่งท้อ หากมีสิ่งใดที่ข้าพอช่วยได้ ก็เอ่ยปากมาเถิด”
เตียวจื่อหลินกล่าวเช่นกัน “ด้วยความสามารถของผู้บังคับกองลู่ การก้าวข้ามอุปสรรคตรงหน้าย่อมเป็นเรื่องง่าย หากต้องการสิ่งใด ก็ส่งคนมาบอกได้เลย”
ลู่เฟิงเหนียนประสานมือคารวะอีกครั้ง “ขอบคุณจ่งปิงเตียวและแม่ทัพเตียว หากมีเรื่องลำบาก ข้าจะไม่เกรงใจพวกท่าน”
กล่าวจบ เขาก็โบกมือ “แม่ทัพทั้งสอง ส่งเพียงเท่านี้เถิด ขอลา ณ ที่นี้”
