อวี๋ซื่อไห่ครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงเบา “น้องลู่ เจ้ายังหนุ่ม ยังมีโอกาสสร้างความชอบอีกมากในภายหน้า”
ลู่เฟิงเหนียนขมวดคิ้ว “พี่อวี๋คิดจะเกลี้ยกล่อมให้ข้าอดกลั้นกล้ำกลืนอย่างนั้นหรือ?”
อวี๋ซื่อไห่ตอบว่า “ข้ามีหนทางติดต่อผู้บังคับกององครักษ์เงาได้จริง และผู้บังคับกององครักษ์เงาก็อาจเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้
แต่หากทำเช่นนั้น เจ้าอาจเกิดความขัดแย้งกับสองพี่น้องเตียวจื่อหลงและเตียวจื่อหลิน
เตียวจื่อหลงได้เป็นจ่งปิง อีกทั้งยังมีพ่อตาคอยหนุนหลัง อำนาจของเขาแทบจะอยู่เหนือหลิวเจิ้นถิงเสียด้วยซ้ำ
ต่อให้เจ้าแย่งตำแหน่งแม่ทัพโหยวจีของเตียวจื่อหลินกลับมาได้ วันหน้าในกองทัพเจิ้นซี เจ้าก็คงเดินหน้าได้อย่างยากลำบาก”
ลู่เฟิงเหนียนเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย “พี่อวี๋ หากครั้งนี้ข้ายอมถอย แล้วครั้งหน้าล่ะ?
ก่อนหน้านี้เป็นหลิวเจิ้นถิง ตอนนี้เป็นเตียวจื่อหลง แล้ววันหน้าจะมีคนอื่นอีกหรือไม่?
คนที่มาจากรากหญ้าอย่างข้า ไม่มีภูมิหลังใด ๆ ทั้งยังไม่มีไพ่ตายที่แข็งแกร่ง วันหน้าคงต้องเผชิญเรื่องเช่นนี้อยู่ร่ำไป
หรือข้าต้องอดกลั้นกล้ำกลืนไปตลอด?”
กล่าวถึงตรงนี้ เขาก็เปลี่ยนเรื่อง “พี่อวี๋ก็เหมือนข้า มาจากรากหญ้า ด้วยความสามารถและความชอบที่ท่านสร้างไว้ ท่านมีคุณสมบัติพอจะบัญชาการกองทัพได้ด้วยตนเองตั้งนานแล้ว แต่กลับรับหน้าที่เป็นหัวหน้าสิบนายอยู่ในกององครักษ์จวนแม่ทัพที่ด่านสือหยางมาตลอด
คนที่เข้ากององครักษ์จวนแม่ทัพพร้อมท่าน ความสามารถก็สู้ท่านไม่ได้ ผลงานทางทหารก็ด้อยกว่าท่าน แต่เพราะมีเส้นสายต่าง ๆ จึงได้เข้าไปดำรงตำแหน่งสำคัญในกรมกลาโหมของราชสำนักและกองทัพต่าง ๆ ตั้งแต่เนิ่น ๆ
