“แม่ทัพฟาง ข้าจะนำท่านเข้าไปในด่านเดี๋ยวนี้!”
นายทหารร่างกำยำค้อมกายคารวะฟางกุ้ยอย่างนอบน้อม ก่อนรีบเดินนำไปเบื้องหน้า พาฟางกุ้ยและพวกเข้าไปในด่านสือหยาง
ภายในด่านสือหยางแท้จริงแล้วเป็นเมืองแห่งหนึ่ง สิ่งที่แตกต่างจากเมืองทั่วไปคือ ชาวบ้านสามัญมีสัดส่วนไม่ถึงสามส่วนจากสิบ ส่วนที่เหลือล้วนเป็นทหาร
เนื่องจากยังเช้าอยู่ ผู้คนส่วนใหญ่ในด่านยังคงหลับใหล
นายทหารร่างกำยำนำฟางกุ้ยไปยังค่ายทหารแห่งหนึ่งในเมือง จัดให้ทุกคนพักชั่วคราว จากนั้นจึงประสานมือกล่าวกับฟางกุ้ยว่า
“แม่ทัพฟางนำทหารใหม่กลุ่มหนึ่งสังหารทหารต้าโจวไปกว่าร้อยนายได้ ช่างเป็นผลงานที่น่าเลื่อมใสยิ่งนัก
ขอแม่ทัพฟางรออยู่ที่นี่สักครู่ ข้าจะไปเรียนรายงานเดี๋ยวนี้”
…………
ฟางกุ้ยคิดในใจว่า ตนสร้างผลงานใหญ่หลวงเช่นนี้ เมื่อผู้ใหญ่ในด่านสือหยางทราบข่าวก็น่าจะรีบมาพบเขา แล้วค่อยปูนบำเหน็จตามความชอบ
ทว่าเมื่อนายทหารร่างกำยำจากไป กลับหายเงียบไปครึ่งค่อนวัน
ฟางกุ้ยรอแล้วรอเล่า แต่ก็ไม่มีใครมา ความยินดีในใจค่อย ๆ มลายลง ก่อนจะเริ่มรู้สึกคลางแคลง
เขาเองก็คลุกคลีอยู่ในวงการขุนนางมานาน จึงเริ่มตระหนักว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล
คิดจะหาคนมาปรึกษา กลับพบว่าทหารคนสนิทและผู้ใกล้ชิดของเขาให้ไปสู้รบยังพอได้
แต่หากให้วิเคราะห์สถานการณ์ออกความเห็น กลับถามอะไรก็ตอบไม่ได้สักอย่าง
หลังครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ฟางกุ้ยจึงให้คนไปเชิญลู่เฟิงเหนียนมา
