ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคำพูดของลู่เฟิงเหนียนมีผลหรือไม่ ความเร็วในการดูดเลือดของหนังสัตว์พลันช้าลง
ผ่านไปราว 6 ลมหายใจ หนังสัตว์ก็หลุดจากนิ้วกลางของลู่เฟิงเหนียนเอง ก่อนลอยลงมาเบา ๆ และกลับไปนอนนิ่งอยู่บนโต๊ะ
ลู่เฟิงเหนียนถอนหายใจโล่งอก ใบหน้าซีดขาวราวกระดาษซึ่งถูกดูดเลือดไปจนหมดสิ้นเผยรอยยิ้มออกมา
เขาไม่ลังเลแม้แต่น้อย รีบกำหมัดซ่อนนิ้วกลางข้างขวาไว้ทันที
หลังทำเช่นนั้น เขาก็รู้สึกเวียนหัวจนแทบประคองตัวไม่ไหว จึงฟุบลงบนโต๊ะและผล็อยหลับไป
ก่อนจะหมดสติ เขาเห็นภาพหนึ่งด้วยความประหลาดใจ
หนังสัตว์ที่นอนนิ่งอยู่บนโต๊ะพลันเปล่งประกายวูบ จากนั้นก็พุ่งเข้าหาหน้าอกของเขาอย่างรวดเร็ว
ลู่เฟิงเหนียนอยากหลบ แต่ตอนนี้อ่อนแรงจนแทบขยับไม่ได้
หนังสัตว์ตกลงบนเสื้อบริเวณหน้าอกของเขา แล้วกลับทะลุผ่านไปดุจหยดน้ำ ก่อนหายวับไป
ลู่เฟิงเหนียนอยากปลดเสื้อออกดูให้รู้แน่ แต่ทนไม่ไหวแล้ว จึงหลับตาลงและหมดสติไป
……
ในเวลาเดียวกัน ลึกเข้าไปในเรือนอันเงียบสงัดแห่งหนึ่ง ณ ด่านสือหยาง ตะเกียงน้ำมันส่องแสงริบหรี่
ชายวัยกลางคนรูปร่างสูงผอม คิ้วยาวจรดขมับถอดชุดรัดกุมสีดำออก เปลี่ยนเป็นเสื้อคลุมไหมสีเทาตัวหลวม แล้วนั่งลงบนเก้าอี้
ขณะนั้น ชายหนวดดำร่างกำยำผู้หนึ่งยื่นถ้วยชาให้เขา ที่แท้ก็คืออวี๋ซื่อไห่ หัวหน้าสิบนายแห่งกองทหารคนสนิทจวนแม่ทัพ
“ท่านผู้บังคับกอง เหน็ดเหนื่อยแล้ว” อวี๋ซื่อไห่วางถ้วยชาลงพร้อมเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
ที่แท้ชายวัยกลางคนผู้มีคิ้วยาวจรดขมับผู้นี้ก็คือหวงอวิ๋นเหอ ผู้บังคับกองทหารใหม่แห่งจวนแม่ทัพประจำด่านสือหยาง
