ราตรีมืดมิด
ราวต้นยามไฮ่
คนกลุ่มหนึ่งกว่ายี่สิบคนเดินทางมาถึงหุบเขาลับแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ห่างจากเขาวั่งเยว่ราวสิบสี่ลี้ พวกเขาคือลู่เฟิงเหนียน ว่านซง และคนอื่น ๆ
ภายในหุบเขา รอบกองไฟมีคนหลายสิบคนยืนนิ่งเงียบ ไม่ขยับเขยื้อน
มีเพียงคนผู้เดียวที่นั่งยองอยู่บนก้อนหินข้างกองไฟ ใช้กิ่งไม้เขี่ยกองเพลิงไปมาไม่หยุด
เขาสวมเสื้อคลุมสีขาว รูปร่างกำยำ ใบหน้าเหลี่ยมกว้าง หน้าผากผาย ดวงตาดุดันดั่งพยัคฆ์ คนผู้นี้คือสวีพั่วซาน ผู้บังคับกองลาดตระเวนแห่งต้าโจว
ว่านซงเดินมาหยุดข้างกองไฟ ประสานมือคำนับสวีพั่วซานเล็กน้อย “ผู้บังคับกองสวี ให้ท่านรอนานแล้ว”
สวีพั่วซานเงยหน้ามองว่านซง แล้วพยักหน้าโดยไม่เอ่ยคำใด
ว่านซงนั่งลงบนก้อนหินตรงข้ามสวีพั่วซานทันที ลู่เฟิงเหนียนกับเยี่ยนซานยืนอยู่ด้านหลังเขา คนละฝั่ง
ส่วนคนอื่น ๆ เข้าแถวเป็นระเบียบสามแถว ยืนอยู่ด้านหลังออกไป
“รอมาเกือบสองเดือนแล้ว ยังต้องรออีกนานเท่าใด?” สวีพั่วซานก้มหน้า ยังคงใช้กิ่งไม้เขี่ยกองไฟ
ว่านซงกล่าวเสียงขรึม “อย่าเพิ่งร้อนใจ ท่านจ่งปิงกำลังวางแผนอยู่”
สวีพั่วซานตอบว่า “เหลือเวลาอีกเพียงสามเดือนกว่า ๆ ก็จะสิ้นปีแล้ว แม่ทัพใหญ่รับปากฝ่าบาทไว้ว่า จะยึดด่านสือหยางให้ได้ภายในปีนี้
“หากทางท่านจ่งปิงหลิวยังไม่มีความคืบหน้าชัดเจน จ่งปิงย่อมหมดความอดทนเป็นแน่”
ว่านซงขมวดคิ้ว “เรื่องช่องเขาซีเหมิน จ้าวเป่ยวั่งเริ่มสงสัยท่านจ่งปิงของเราแล้ว
หากท่านจ่งปิงลงมือบุ่มบ่ามในเวลานี้ มีโอกาสถึงแปดเก้าส่วนที่จ้าวเป่ยวั่งจะมองออกว่ามีพิรุธ”
