กาลเวลาเคลื่อนผ่านไปอย่างเชื่องช้า
ลู่เฟิงเหนียนแทบไม่ก้าวออกจากประตูใหญ่ ไม่ออกจากประตูชั้นใน นอกจากกินข้าวและนอนพัก ก็ฝึกยิงธนูอยู่หลังเรือน
เมื่อแขนรับไม่ไหว เขาก็เปลี่ยนไปฝึกวิชาต่อสู้ของทหารในชาติก่อน
พริบตาเดียว เวลาหกวันก็ผ่านไป
ทุกวันลู่เฟิงเหนียนฝึกฝนตัวเองจนเหนื่อยแทบหมดแรง พอศีรษะถึงหมอนก็หลับทันที
การฝึกหนักต่อเนื่องยาวนานเช่นนี้ทำให้ร่างกายของเขาอ่อนล้าอย่างยิ่ง
ยังดีที่อาหารในบ้านมีค่อนข้างเพียงพอ ทั้งสารอาหารก็ไม่ขาดตกบกพร่อง มิเช่นนั้นเขาคงฝึกต่อไม่ไหว
ขณะเดียวกัน เมื่อเห็นค่าความชำนาญบนหน้าต่างระบบเพิ่มขึ้นวันละหลายพันแต้ม เขาก็เหนื่อยแต่เป็นสุข
ขณะนี้ค่าความชำนาญบนหน้าต่างระบบเพิ่มขึ้นมาถึงกว่าหกพันแล้ว อย่างช้าสุดอีกสี่วันก็จะยกระดับวิชายิงธนูขึ้นสู่ขั้นที่สามได้
แผนการดำเนินไปอย่างราบรื่น
……
วันหนึ่งในยามพลบค่ำ
หลังรับประทานอาหารเย็น ลู่เฟิงเหนียนนั่งอยู่ใต้ต้นหลิวเก่าแก่ในลานบ้าน ตั้งใจพักสักครู่แล้วค่อยฝึกยิงธนูต่อ
เวลานี้ ชายหนุ่มร่างกำยำคนหนึ่งปรากฏตัวที่หน้าประตู ที่แท้ก็คือจ้าวกัง
“ลู่เฟิงเหนียน วันที่สิบหกเดือนนี้ ข้ากับเสี่ยวโหรวจะแต่งงานกัน เสี่ยวโหรวให้ข้ามาบอกเจ้า อย่าลืมไปร่วมดื่มสุรามงคล” จ้าวกังพูดจบก็เตรียมจากไป
ลู่เฟิงเหนียนค่อนข้างประหลาดใจ “ข้าขอรับน้ำใจไว้ เจ้าไปบอกหลี่เสี่ยวโหรวด้วยว่า เรื่องที่ควรพูดก็พูดกันชัดเจนแล้ว ตอนนี้ข้ากับนางไม่มีความเกี่ยวข้องกันอีก งานแต่งของนาง ข้าคงไม่ไป”
จ้าวกังหัวเราะเบา ๆ “เป็นอย่างที่เสี่ยวโหรวพูดไว้จริง ๆ ว่าเจ้าจะปฏิเสธตรง ๆ
