“สิ่งล่อลวงที่มากพออย่างนั้นหรือ?” ว่านซงกลอกตาเล็กน้อย ก่อนจมสู่ห้วงความคิด
ราวหกลมหายใจต่อมา เขาก็ถามขึ้นอีกครั้ง “เจ้าคิดว่าสิ่งใดจึงจะนับเป็นสิ่งล่อลวงที่มากพอ?”
ลู่เฟิงเหนียนส่ายหน้า “ใต้เท้า ข้าบอกไปแล้วว่าแทบไม่รู้เรื่องสถานการณ์ทางฝั่งต้าโจว จึงตอบคำถามนี้ไม่ได้
ยิ่งไปกว่านั้น หากต้องการสร้างสิ่งล่อลวงที่มากพอสำหรับจ้าวเป่ยวั่ง เกรงว่าต้องหารือกับสวีพั่วซานต่อหน้าเสียก่อนจึงจะได้ข้อสรุป”
ว่านซงครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วพยักหน้า “เจ้าพูดมีเหตุผลอยู่บ้าง”
ลู่เฟิงเหนียนลังเลเล็กน้อย “ใต้เท้า ข้าคิดได้เพียงเท่านี้ หากยังมีส่วนใดไม่รอบคอบ ขอใต้เท้าช่วยชี้แนะด้วย”
ว่านซงพยักหน้า “เจ้าคิดได้มากถึงเพียงนี้ก็นับว่าหาได้ยากแล้ว
กลับไปก่อนเถิด ทหารใหม่ใต้บังคับบัญชาของเจ้าล้วนเป็นพวกหัวแข็ง ต้องอบรมให้ดี
หากมีเรื่องใดให้ข้าช่วย ก็เอ่ยมาได้เต็มที่”
“ขอบพระคุณใต้เท้า!”
ลู่เฟิงเหนียนประสานมือกล่าวขอบคุณ ก่อนขอตัวจากไป
……
ราวครึ่งก้านธูปต่อมา ว่านซงรีบร้อนออกจากที่พัก มุ่งตรงไปยังจวนจ่งปิง
หลังจากเขาจากไปไกล เงาร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นจากมุมกำแพงห่างออกไป คนผู้นั้นคือ ลู่เฟิงเหนียน
เขาคาดการณ์ไว้อยู่แล้วว่าว่านซงต้องมีความเคลื่อนไหวเช่นนี้ และก็เป็นไปตามคาดจริง ๆ
จากนี้เพียงอดทนรอ โอกาสก็จะมาถึงในไม่ช้า
……
กองทัพเจิ้นซี จวนจ่งปิง
ว่านซงเล่าความคิดของลู่เฟิงเหนียนออกมาโดยไม่ตกหล่นแม้แต่คำเดียว
