เสียงของลู่เฟิงเหนียนแผ่วเบา ทว่าพอตกถึงหูยายหลิวกลับดังกึกก้องประหนึ่งฟ้าผ่า สั่นสะเทือนจิตใจของนาง
ในที่สุดนางก็ฝืนทนต่อไปไม่ไหว ก้มกราบลู่เฟิงเหนียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า “ข้าไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ หวังเป๋เป็นคนเผด็จการที่สุด น้องสาวของท่านจะกลับคำ ข้าจะกล้าไปพูดกับเขาได้อย่างไร”
ลู่เฟิงเหนียนหรี่ตาลงเล็กน้อย “เจ้าไม่กล้าไปพูด แล้วเหตุใดยังรับเงินบ้านข้าไว้?”
ยายหลิวอึกอัก “ข้าเองก็ไม่คิดว่าเรื่องจะกลายเป็นเช่นนี้...”
ลู่เฟิงเหนียนแค่นเสียงเย็นชา “เจ้าคิดว่าหลังจากน้องสาวข้าถูกหวังเป๋จับตัวมา ข้าจะกล้ำกลืนความโกรธ ปล่อยให้หวังเป๋บงการตามใจชอบหรือ?”
ยายหลิวส่ายหน้ารัว “ไม่ใช่ ข้าไม่ได้คิดเช่นนั้น...”
ลู่เฟิงเหนียนโบกมือ “ตั้งแต่ต้นจนจบ เจ้าได้รับเงินจากบ้านข้าไปเท่าไร?”
ยายหลิวครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนตอบว่า “รวมทั้งหมด 300 อีแปะ”
พูดถึงตรงนี้ นางก็เสริมขึ้นอีกประโยค “หลายวันมานี้ข้ายังคิดอยู่เลยว่าเมื่อไรจะเอาเงินพวกนี้ไปคืน”
มุมปากลู่เฟิงเหนียนยกขึ้นเล็กน้อย “ฟังดูแล้ว ใจของเจ้ายังไม่ได้ดำมืดสนิทเสียทีเดียว”
ยายหลิวรีบหันไปมองชายวัยกลางคนหน้าตาซื่อ ๆ แล้วตวาดว่า “เจ้าทึ่ม ยังยืนเซ่ออยู่ทำไม? รีบไปเอาเงินมาเดี๋ยวนี้!
รีบไปเอาเงินทองแดง 300 อีแปะมา!”
ชายวัยกลางคนพยักหน้ารัว กำลังจะกลับเข้าห้อง
“ช้าก่อน”
ลู่เฟิงเหนียนเอ่ยเสียงเบา “เรื่องมาถึงขั้นนี้ เจ้ามีส่วนอยู่ไม่น้อย
