ลู่เฟิงเหนียนกล่าวอย่างเรียบเฉยว่า “จะเรียกว่าด่าก็ไม่ใช่ ข้าแค่พูดความจริงเท่านั้น ที่เจ้ายังมีชีวิตอยู่จนถึงตอนนี้ นับว่าเป็นปาฏิหาริย์แล้ว”
คิ้วทั้งสองข้างของสยงชีพลันขมวดตั้ง ดวงตาจ้องลู่เฟิงเหนียนเขม็ง “แซ่ลู่ อย่าคิดว่าเพราะเจ้าเป็นหัวหน้าสิบนายแล้ว ข้าจะต้องทนฟังคำพูดบ้า ๆ ของเจ้า”
พูดถึงตรงนี้ เขาก็ชูกำปั้นขึ้น “ข้าจะบอกให้เอาบุญ ที่ข้ายังมีชีวิตอยู่จนถึงตอนนี้ ก็เพราะกำปั้นคู่นี้
คำพูดเมื่อครู่นี้ หากเจ้ากล้าพูดอีกครั้ง วันนี้ข้าจะอัดพวกเจ้าสองคนให้หมอบ!”
“สยงชี! บังอาจนัก กล้าพูดกับหัวหน้าสิบนายของพวกเราเช่นนี้ได้อย่างไร!” ลู่หยางตวาดด้วยความโกรธ
หยางต้าซู่กับจางเสี่ยวซานยืนอยู่ด้านข้าง ต่างส่ายหน้าไม่หยุด ราวกับกำลังไว้อาลัยให้สยงชี
ลูกน้องทั้งสามของสยงชีถอนหายใจอย่างทุกข์ระทม สีหน้าหม่นหมอง เตรียมใจเก็บข้าวของย้ายค่ายอีกครั้งแล้ว
“แซ่ลู่ หุบปากไปซะ!”
สยงชียื่นมือชี้ลู่หยาง “รอข้าอัดลู่เฟิงเหนียนเสร็จ คนต่อไปก็ถึงตาเจ้า!”
พูดจบ สยงชีก็จ้องลู่เฟิงเหนียนเขม็ง “เจ้ากล้าพูดคำเมื่อครู่อีกครั้งหรือไม่?”
ลู่เฟิงเหนียนส่ายหน้าอีกครั้ง “สยงชี ทำอะไรสักอย่าง เจ้าไตร่ตรองให้รอบคอบกว่านี้ไม่ได้หรือ?
เท่าที่ข้ารู้ พี่น้องทั้งสามคนของเจ้าอยู่ในกองทัพเจิ้นซีมานานแล้ว หากไม่ใช่เพราะติดตามเจ้าเปลี่ยนหมู่มาถึงห้าครั้ง ป่านนี้พวกเขาคงได้เป็นหัวหน้าห้านายไปนานแล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ สยงชีก็ชะงักไปอย่างเห็นได้ชัด เขามองพี่น้องทั้งสามของตน ก่อนจะเอ่ยอย่างเดือดดาลอีกครั้ง
