“บาดแผลบนร่างเจ้า ก็เป็นฝีมือหวังเป๋หรือ?” ลู่เฟิงเหนียนถามเสียงขรึม
หลิ่วอวิ๋นเจวียนพยักหน้า “ผู้ใหญ่บ้านกับจ้าวเทียนหมิงพากันมาช่วย แต่ก็ถูกหวังเป๋ทำร้ายไปด้วย
หวังเป๋พาคนมาสิบกว่าคน แต่ละคนถือดาบถือพลอง แถมยังดุร้ายราวกับภูตผี ใครกล้าเข้าไปพูดด้วยก็ถูกซ้อมจนเจ็บตัว”
แววเย็นเยียบวาบผ่านดวงตาลู่เฟิงเหนียน “ท่านแม่ ไม่ต้องกังวล ข้าจะพาท่านกลับบ้านก่อน แล้วค่อยไปหมู่บ้านเอ้อร์หลางพาเสี่ยวอวี่กลับมา”
หลิ่วอวิ๋นเจวียนส่ายหน้ารัว “ไม่ได้หรอก เจ้าไปคนเดียวไม่ไหวแน่ ผู้ใหญ่บ้านบอกแล้วว่าพอเจ้ากลับมา เขาจะรวบรวมชายฉกรรจ์ในหมู่บ้าน ไปหมู่บ้านเอ้อร์หลางเพื่อชิงตัวคน”
ลู่เฟิงเหนียนพยักหน้า “ไปเถิด ข้าจะพาท่านกลับบ้านก่อน”
เพราะขาของหลิ่วอวิ๋นเจวียนไม่สะดวก ระยะทางเพียงครึ่งลี้จึงใช้เวลาเดินไม่น้อย
ระหว่างทาง หลิ่วอวิ๋นเจวียนกลับเป็นฝ่ายปลอบลู่เฟิงเหนียน “เจ้าไม่ต้องร้อนใจ ตอนนี้ยังเช้าอยู่ ผู้ใหญ่บ้านสืบข่าวมาแล้ว หวังเป๋จะจัดพิธีแต่งงานตอนเที่ยงวันนี้”
ลู่เฟิงเหนียนขานรับ ก่อนถามว่า “ก่อนหน้านี้เสี่ยวอวี่ไม่ได้บอกหรือว่าเรื่องทางหวังเป๋จัดการเรียบร้อยแล้ว?”
ใบหน้าหลิ่วอวิ๋นเจวียนฉายแววโกรธเกรี้ยว “ก่อนหน้านี้แม่สื่อก็ยังบอกพวกเราว่าจัดการเรียบร้อยแล้ว
ที่แท้นางรับเงินไป แต่ไม่ได้ลงมือทำอะไรเลย”
ลู่เฟิงเหนียนกำหมัดแน่น ไม่พูดอะไร
เมื่อกลับถึงบ้าน ลู่เฟิงเหนียนจัดให้หลิ่วอวิ๋นเจวียนพักเรียบร้อย แล้วเอ่ยเสียงต่ำ “ท่านแม่ ข้าจะออกไปทำธุระสักหน่อย”
