ลู่เฟิงเหนียนกวาดตามองจู้หย่วนตั้งแต่หัวจรดเท้า มุมปากผุดรอยยิ้มเย็นชา “ข้าเคยบอกแล้วว่าไม่มีอารมณ์จะสู้กับเจ้า”
จู้หย่วนแค่นยิ้มเยาะ “กลัวก็คือกลัว ไม่ต้องหาข้ออ้างฟังไม่ขึ้นเช่นนี้”
ว่านซงรีบกล่าวเสริม “แม่ทัพหน้าหลี่ ผู้บังคับกองสวี เวลานี้เรื่องใหญ่กำลังจะเกิดขึ้น พวกเราวางความแค้นไว้ก่อนเถิด
รอชิงด่านสือหยางมาได้แล้ว ภายหน้าพวกเรายังมีโอกาสประลองกันอีกมาก ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน...”
ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ หลี่เฉิงเฉียนก็โบกมือ “หากคืนนี้ลู่เฟิงเหนียนไม่รับคำท้า ข้าจะสงสัยว่ากองทัพเจิ้นซีของพวกเจ้าจริงใจที่จะร่วมมือกับพวกเราหรือไม่!”
สีหน้าว่านซงเปลี่ยนไป เขาหันมองลู่เฟิงเหนียน
ลู่เฟิงเหนียนถอนหายใจแผ่วเบา “แม่ทัพหน้าหลี่ ที่จริงข้าพูดอย่างไว้หน้าแล้ว ข้าไม่อยากสู้กับเขา เหตุผลก็เหมือนกับที่ข้าไม่อยากสู้กับท่าน หากข้าลงมือย่อมต้องมีเลือดตกยางออก ข้าไม่อยากเอาชีวิตเขา
เขาเป็นองครักษ์คนสนิทของท่าน หากบาดเจ็บขึ้นมา เกรงว่าจะทำให้ท่านขุ่นเคือง”
หลี่เฉิงเฉียนกัดฟันกรอดด้วยความโกรธ ก่อนกล่าวเสียงเย็น “ในเมื่อจะประลอง ก็ต้องยอมรับความเป็นความตายด้วยตนเอง
หากองครักษ์ของข้าพลาดท่าตายด้วยน้ำมือเจ้า ก็ได้แต่โทษว่าเขาฝีมือด้อยกว่า ข้าจะไม่เอาความเจ้าเด็ดขาด
แต่หากเจ้าตาย ก็สมควรแล้ว!”
ลู่เฟิงเหนียนหันไปมองว่านซง “ใต้เท้า ท่านก็เห็นแล้ว
ข้าไม่อยากสู้ ไม่อยากทำร้ายใครจริง ๆ แต่พวกเขากลับรังแกกันเกินไป กระเหี้ยนกระหือรืออยากเอาหัวข้าเสียเหลือเกิน”
