สวีพั่วซานลุกขึ้นตาม พลางกล่าวอย่างร้อนรนว่า “ไม่ได้...”
เขาเพิ่งเอ่ยปาก ชายชุดขาวก็โบกมือ “หากข้าไม่รับคำท้า มิเท่ากับทำให้ชื่อเสียงของต้าโจวต้องมัวหมองหรือ?”
สวีพั่วซานขมวดคิ้วแน่น “หากท่านเกิดพลาดพลั้งขึ้นมา...”
ชายชุดขาวโบกมืออีกครั้ง เอ่ยอย่างเห็นได้ชัดว่าเริ่มหมดความอดทน “อย่าพูดมากอีกเลย! แค่ไป่ฮู่คนหนึ่งของต้าโจว จะทำอะไรข้าได้?”
เมื่อเห็นชายชุดขาวเริ่มมีโทสะ หนังหน้าสวีพั่วซานก็กระตุก ทว่าเขากลับไม่กล้าพูดต่อ
เห็นสถานการณ์เช่นนี้ ใคร ๆ ก็ดูออกว่าฐานะของชายชุดขาวสูงส่งกว่าสวีพั่วซานมาก
เวลานี้ ว่านซงพอจะเดาตัวตนของชายชุดขาวได้ราง ๆ
เขารีบเดินไปข้างกายลู่เฟิงเหนียน แล้วกระซิบว่า “ไป่ฮู่ลู่ เขาอาจเป็นหลี่เฉิงเฉียน”
ที่จริงลู่เฟิงเหนียนเองก็พอคาดเดาได้ ในบรรดากองทัพต้าโจวทางตะวันตกของด่านสือหยาง คนที่ยังหนุ่มแน่นเช่นนี้ ทั้งยังกล้าตำหนิสวีพั่วซานได้ ดูเหมือนจะมีเพียงหลี่เฉิงเฉียน
หลี่เฉิงเฉียนเป็นบุตรชายของหลี่เสวียนเฟิง หนึ่งในสี่แม่ทัพใหญ่แห่งต้าโจว
จอมทัพแห่งต้าโจวที่บุกโจมตีด่านสือหยางในครานี้ก็คือหลี่เสวียนเฟิง
หลี่เฉิงเฉียนเป็นดาวรุ่งแห่งต้าโจว ตัวแทนของคนหนุ่มรุ่นใหม่ ครานี้ติดตามบิดาออกศึกบูรพา ดำรงตำแหน่งแม่ทัพหน้าทัพซ้าย
เห็นได้ชัดว่าเขาต้องการสั่งสมความชอบทางทหารและเก็บเกี่ยวประสบการณ์ เพื่อปูทางให้ตนเองในภายหน้า
อย่างไรก็ตาม ชายผู้นี้มิได้อาศัยอำนาจของบิดาเพียงอย่างเดียว ในด้านการนำทัพออกรบ เขาเองก็มีความเข้าใจอยู่ไม่น้อย
