ลู่เฟิงเหนียนกลอกตา “ยังไม่รีบไสหัวลงไปอีก ข้าจะถีบเจ้าลงไปเดี๋ยวนี้!”
ลู่หยางฉีกยิ้มทันที ประสานมือคารวะขอบคุณลู่เฟิงเหนียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากนั้นก็รีบร้อนลงไปยังค่ายพักชั้นสองของป้อมสัญญาณ
เขาไม่กล้านอน ได้แต่ยืนอยู่หลังช่องยิงธนูของป้อมสัญญาณ คอยสังเกตความเคลื่อนไหวด้านนอก
ลู่เฟิงเหนียนตั้งหุ่นฟางสองตัวไว้บนยอดหอสัญญาณ ส่วนตนเองนั่งพิงกำแพง หลับตาพักผ่อน
ขณะเดียวกันก็เงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวภายนอก
คืนนี้ทั้งฝนตกหนักและลมแรง เสียงความเคลื่อนไหวหลายอย่างถูกกลบด้วยเสียงลมและฝน
แม้แต่ประสาทการได้ยินของลู่เฟิงเหนียนก็ยังจับเสียงได้ไม่ชัดนัก
…………
เวลาไหลผ่านไปอย่างเชื่องช้า กระทั่งยามไฮ่ในช่วงค่ำ
ทันใดนั้น ท่ามกลางเสียงลมและฝนก็มีเสียงหวีดหวิวแหวกอากาศดังขึ้น
ลู่เฟิงเหนียนลืมตาพรึบ เสียงเช่นนี้เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี นั่นคือเสียงลูกธนูแหวกสายลม
ชั่วพริบตาถัดมา เสียงปุ ๆ ก็ดังต่อเนื่อง หุ่นฟางทั้งสองตัวถูกลูกธนูเหล็กหลายดอกปักเข้าใส่แทบจะพร้อมกัน
ลู่เฟิงเหนียนรีบล้มเจ้าหุ่นฟางทั้งสองลงทันที แล้วใช้ฝักดาบกวาดสารทเคาะอิฐกำแพงบนพื้นยอดหอสัญญาณสองครั้งติดกัน
ลู่หยางเตรียมพร้อมอยู่ตลอด เมื่อได้ยินเสียงเคาะ ก็ปลุกหยางต้าเหนียนกับจางเสี่ยวซานทันที ทั้งสามคว้าธนูและลูกศร แล้วไปประจำหลังช่องยิงธนู ตั้งท่ารอรับมืออย่างระมัดระวัง
หลังส่งสัญญาณเตือนเสร็จ ลู่เฟิงเหนียนยังคงหมอบอยู่หลังกำแพงบนยอดหอสัญญาณ ไม่ขยับเขยื้อน
