ในค่ำคืนอันเงียบสงัด ผู้คนกำลังหลับใหลอย่างสบาย จู่ ๆ ก็มีเสียงเคาะ “เคร้ง ๆ ๆ...” ดังลั่นปนเสียงตะโกนก้องไปทั่วฟ้า
“ไฟไหม้แล้ว! ไฟไหม้ รีบมาช่วยดับไฟเร็ว...”
ไม่นาน ไฟในบ้านทุกหลังต่างสว่างขึ้น ตามมาด้วยเสียงเปิดประตูอย่างลนลานและเสียงตะโกนโหวกเหวก
เมื่อเห็นควันหนาทึบลอยคลุ้งและเปลวไฟพุ่งสูงขึ้น ผู้คนต่างใจหายวาบ ไม่มีใครสนใจด้วยซ้ำว่าบ้านไหนไฟไหม้ รีบคว้ากะละมังกับถัง ตักน้ำแล้ววิ่งไปยังจุดเกิดเหตุทันที
“ไฟไหม้แล้ว รีบลุกมาช่วยดับไฟเร็ว...”
“เร็วเข้า รีบดับไฟ...”
“เร็ว ๆ ไปตักน้ำมาดับไฟ...”
บ้านพักในเขตครอบครัวทหารปลูกชิดติดกัน หากบ้านหนึ่งเกิดไฟไหม้ก็ลามไปยังบ้านอื่นได้ง่าย เวลานี้ทุกคนมีเป้าหมายเดียว คือรีบดับไฟให้เร็วที่สุด อย่าให้ลามมาถึงบ้านตัวเองเด็ดขาด
พ่อแม่ตระกูลเซียวกำลังหลับสนิท จู่ ๆ ก็สะดุ้งตื่นเพราะเสียงตะโกน เมื่อเห็นแสงไฟสว่างจ้าไปทั่ว เซียวเว่ยตงก็เหงื่อเย็นแตกพลั่ก รีบผลักภรรยาทันที
“เร็ว ๆ ลุกขึ้น ไฟไหม้แล้ว รีบ...”
อู๋ชุ่ยฮวาที่ถูกปลุกยังมึนงงอยู่ แต่พอเห็นแสงไฟนอกบ้านชัด ๆ ก็กลัวจนแทบตกเตียง
“แค่ก ๆ ยังยืนเหม่อทำไม รีบลุกขึ้น วิ่งเร็ว...”
ตอนนี้เซียวเว่ยตงคิดแค่ว่าต้องรีบหนีออกไป หากไฟลามมาถึง พวกเขาคงต้องตายในกองเพลิงกันหมด
“เจี้ยน...กั๋ว เจี้ยนกั๋ว...ยังไม่...”
พวกเขาตะเกียกตะกายออกจากห้องไปได้ ก็พบว่าลานบ้านของตัวเองมีคนมุงอยู่เต็มแล้ว
ที่แท้บ้านที่ไฟไหม้ก็คือบ้านของพวกเขา คนเหล่านั้นล้วนมาช่วยดับไฟ
ทันทีที่เห็นพวกเขาออกมา ก็มีคนตะโกนใส่
“เว่ยตง บ้านพวกคุณเป็นอะไรไป ทำไมถึงไฟไหม้ได้?”
“ยังไม่รีบมาช่วยดับไฟอีก ยืนบื้ออยู่ทำไม?”
“พวกคุณไม่อยากอยู่ก็เรื่องของพวกคุณ อย่าลากพวกเราซวยไปด้วยสิ ถ้าไฟลามมาบ้านพวกเราจะทำยังไง?”
“ถ้าบ้านฉันไหม้ พวกคุณต้องชดใช้!”
“ให้ตายสิ ซวยชะมัด”
เสียงตะโกนด่าทอ เสียงร้องไห้ เสียงกระทบกันดังเคร้งคร้าง และเสียงฟืนแตกเปรี๊ยะ ๆ ขณะถูกไฟเผา ประสานปนเปกันจนยุ่งเหยิง สองสามีภรรยาเซียวเว่ยตงไม่สนใจอะไรอีกแล้ว ได้แต่คิดว่าจะดับไฟให้เร็วที่สุด
เวลานี้พวกเขาจะนึกถึงลูกชายอย่างเซียวเจี้ยนกั๋วได้อย่างไร ทั้งคู่คิดเพียงว่าลูกชายหนีออกมาแล้ว คงกำลังช่วยดับไฟอยู่ที่ไหนสักแห่ง
ผู้ชายตัวโตขนาดนั้น ไม่มีทางจะสู้พวกเขาไม่ได้หรอก
เสิ่นหลีปะปนอยู่ในฝูงชน ก่อนจะแอบย้อนกลับเข้าไปในบ้านตระกูลเซียว ลอบเข้าไปในห้องของเซียวเว่ยตงกับภรรยา
เธอเป็นคนจุดไฟเอง ย่อมรู้ดีว่าไฟจะไม่ลุกลาม เพราะเธอรีบตะโกนเรียกคนมาช่วยตั้งแต่แรก จึงไม่กังวลเรื่องไฟแม้แต่น้อย
ข้างนอกกำลังวุ่นวายพอดี เธอฉวยโอกาสลงมือได้สบาย
ไฟในห้องยังเปิดอยู่ ทำให้เธอทำอะไรได้สะดวก ของชิ้นใหญ่เธอไม่แตะ เลือกหยิบแต่ของมีค่าชิ้นเล็ก ๆ เป้าหมายแรกที่ตามหาคือเงินกับคูปอง
โชคดีที่ยุคนี้บ้านที่มีตู้เซฟมีไม่มาก เงินกับคูปองส่วนใหญ่เก็บไว้ในกล่องขนม แล้วเอากล่องไปซ่อนไว้ในตู้เสื้อผ้าหรือหีบไม้ เสิ่นหลีจึงหาเจอได้ไม่ยาก
แต่พอเธอลากห่อเงินก้อนใหญ่ออกมาจากใต้เตียง ก็อดจุ๊ปากไม่ได้
โห บ้านตระกูลเซียวมีเงินไม่น้อยเลยจริง ๆ
ไม่ใช่ว่ายุคนี้ค่าแรงเฉลี่ยต่ำมากหรือ? คนงานคนหนึ่งได้เงินเดือนแค่ยี่สิบสามสิบหยวนเองไม่ใช่เหรอ?
เงินถุงใหญ่ขนาดนี้ อย่างน้อยก็ต้องมีหลายพันหยวน
เงินมากมายขนาดนี้มาจากไหนกัน?
ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวข้างนอก เธอไม่มีเวลาคิดให้ละเอียด รีบเก็บห่อเงินเข้าไปในมิติ ทำห้องให้ข้าวของกระจัดกระจาย แล้วค่อย ๆ ย่องออกจากห้อง
ความโกลาหลนอกบ้านไม่ได้ส่งผลต่อสองคนที่กำลังยุ่งอยู่ในห้องเลยสักนิด เซียวเจี้ยนกั๋วเหมือนวัวแก่ที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ยังคงลงแรงไม่หยุด
จนกระทั่งประตูห้องถูกถีบเปิดและมีคนดึงเขาออกมา เขาถึงได้สติขึ้นมาบ้าง
เขายังไม่ทันเข้าใจสถานการณ์ เสียงผู้หญิงแหลมบาดหูก็ดังเข้ามา จากนั้นเงาร่างหนึ่งก็พุ่งมาที่ข้างเตียง กระโจนเข้าใส่เขาแล้วทุบตีไม่ยั้ง
“อ๊า...อ๊า...พวกคุณกำลังทำอะไรกัน?”
“ฮือ ๆ ๆ...พวกคุณทำแบบนี้ได้ยังไง?”
“ทำกับฉันแบบนี้ได้ยังไง ฉันจะตีให้ตายเลย ไอ้คู่ชั่ว!”
ผู้คนที่ยืนมุงมองหญิงสาวผมเผ้ายุ่งเหยิง เนื้อตัวมอมแมม ใบหน้าเปื้อนเขม่า ร้องไห้เสียใจอย่างหนักอยู่ครู่ใหญ่กว่าจะจำได้ว่าเธอเป็นใคร นี่ไม่ใช่ว่าที่ลูกสะใภ้ของบ้านเซียวหรอกหรือ?
แล้วผู้หญิงที่อยู่บนเตียงนั่นเป็นใครกัน?
เมื่อเสิ่นหลีลงมือ ผ้าห่มก็ถูกกระชากตกลงไปกองกับพื้น เผยให้เห็นคนสองคนบนเตียงต่อหน้าทุกคนอย่างหมดจด
“อ๊า...”
ซุนเมิ่งเหยาตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกะทันหันจนกรีดร้องไม่หยุด รีบซุกเข้าไปในอ้อมแขนเซียวเจี้ยนกั๋ว
“เฮือก!” ทุกคนสูดปากพร้อมกัน นี่มันเร่าร้อนเกินไปแล้วไหม?
หลังดับไฟเสร็จ ทุกคนถึงได้สังเกตว่าเซียวเจี้ยนกั๋วไม่เคยโผล่หน้าออกมาเลย กลัวว่าเขาจะเกิดเรื่อง คนกลุ่มหนึ่งจึงพังประตูเข้ามาช่วย แต่กลับได้เห็นภาพนี้เข้า
นี่พวกเขาจับชู้คาหนังคาเขาหรือเนี่ย?
เร้าใจชะมัด!
“แหม ไม่รู้จักอายจริง ๆ”
ป้าบางคนอดส่งเสียงเหยียดหยามไม่ได้ ฝูงชนพลันฮือฮาขึ้นมา
“ถุย หน้าด้านจริง ๆ ถึงเวลาแบบนี้แล้วยังยังกอดกันอีก”
“ไม่รู้จักอายเลย เห็นคนหน้าด้านมาก็เยอะ แต่ไม่เคยเห็นใครหน้าด้านขนาดนี้”
“ฮึ ๆ เจี้ยนกั๋วนี่โชคดีจริง ๆ พวกเรายุ่งดับไฟอยู่ข้างนอก ส่วนเขากลับดับไฟอยู่ในห้อง”
“ไม่ยักรู้ว่าเจี้ยนกั๋วเก่งไม่เบาเลยนะ”
“ฮ่า ๆ ๆ...”
คนที่ยืนมุงพูดกันไปต่าง ๆ นานา บ้างก็เหยียดหยาม บ้างก็ตำหนิ บ้างก็เยาะเย้ย ยังมีบางคนอิจฉาอีกด้วย
ถึงกับมีคนแอบบ่นในใจอย่างขุ่นเคือง
คิดแล้วก็โมโห พวกเขาเหน็ดเหนื่อยแทบตายอยู่ข้างนอกตั้งนานเพื่อใครกัน?
ก็เพื่อบ้านตระกูลเซียวไม่ใช่หรือ
เจ้าเซียวเจี้ยนกั๋วนี่รู้จักเสวยสุขจริง ๆ ถึงกับเริงสำราญอยู่ในห้อง
เฮ้อ น่าสงสารว่าที่ภรรยาที่ยังไม่ได้แต่งเข้าบ้านของเขาจริง ๆ
บ้านเซียวก็รังแกผู้หญิงที่ไม่มีใครคอยหนุนหลังเป็นอย่างเดียว
เห็นทุกคนพูดกันยิ่งฟังก็ยิ่งเกินเลย เซียวเว่ยตงรีบเบียดเข้าไปในฝูงชน ยิ้มประจบแล้วพูดกับทุกคนว่า
“คืนนี้ขอบคุณทุกคนมากนะครับ ไม่มีอะไรแล้ว ทุกคนกลับไปพักผ่อนกันเถอะ กลับกันได้แล้ว พรุ่งนี้ยังต้องไปทำงานกันอีก”
“อีกสองวันเจี้ยนกั๋วแต่งงานแล้ว ทุกคนมาดื่มเหล้ามงคลกันนะครับ”
ถ้าไม่รีบไล่คนพวกนี้กลับไป หน้าตาของครอบครัวเขาคงป่นปี้หมด
นั่นยังเป็นเรื่องรอง เขากลัวคนมากปากมาก เอาเรื่องนี้ไปโพนทะนา จะทำให้ลูกชายเดือดร้อน
ถ้ามีใครไปร้องเรียน เจี้ยนกั๋วต้องถูกจับแน่
ตั้งแต่ยัยเด็กตระกูลเสิ่นย้ายเข้ามา เรื่องที่เธอจะแต่งกับเจี้ยนกั๋วก็ลือกันไปทั่ว จนเพื่อนบ้านซ้ายขวารู้กันหมดแล้ว
ตอนนี้เจี้ยนกั๋วยังไปยุ่งกับผู้หญิงแซ่ซุนอีก จะทำยังไงดี?
เรื่องบานปลายถึงขนาดนี้แล้ว ลูกสาวตระกูลเสิ่นยังจะยอมแต่งงานหรือเปล่า?
ถ้าเธอไม่แต่ง แล้วพวกเขาจะยังได้ของพวกนั้นมาไหม?
แต่คำพูดของเซียวเว่ยตงก็เหมือนผายลม ไม่มีใครสนใจเขาเลย
ล้อเล่นหรือไง มีเรื่องสนุกให้ดูแล้วยังไม่ดู ก็โง่เต็มที อีกอย่างไฟก็ดับแล้ว พวกเขาเหนื่อยกันแทบแย่พอดี ถือโอกาสนี้พักสักหน่อยก็แล้วกัน