“เซียวเจี้ยนกั๋ว ไอ้สารเลว แกกล้ารังแกฉันแบบนี้เหรอ ฉันไม่ยอมจบกับแกแน่!”
“ฉันไม่แต่งแล้ว ฉันจะถอนหมั้น จะไปแจ้งความว่าแกมั่วโลกีย์!”
“แล้วก็แก ซุนเมิ่งเหยา ฉันเห็นแกเป็นเพื่อนสนิท แต่แกกลับมายั่วยวนผู้ชายของฉัน อีหน้าด้าน ฉันจะตีแกให้ตาย!”
ท่ามกลางฝูงชน เสิ่นหลียังคงร้องไห้โวยวาย เธอร้องไห้อย่างเจ็บปวดราวกับหัวใจสลาย ตะโกนจนแทบขาดใจ ทั้งยังร้องไห้พลางทุบตีชายหญิงสารเลวคู่นั้นไม่หยุด
เอาจริง ๆ เธอแค่แกล้งร้องไห้ ความเสียใจก็เป็นเรื่องเสแสร้ง แต่การลงมือทุบตีนั้นเป็นของจริง
เธอต้องระบายความแค้นแทนเจ้าของร่างเดิมให้สาสม
แต่ในสายตาคนนอก เธอก็เป็นเพียงสาวน้อยน่าสงสารที่ถูกตระกูลเซียวรังแกจนไร้ทางสู้
พอได้ยินเธอพูดเรื่องมั่วโลกีย์ ทุกคนจึงนึกขึ้นได้ว่าเรื่องที่เซียวเจี้ยนกั๋วทำคืนนี้ ไม่ใช่การมั่วโลกีย์หรอกหรือ
แถมยังทำกันเอิกเกริกเสียขนาดนี้
คราวนี้ฝูงชนก็ฮือฮาขึ้นมาอีกครั้ง
“ใช่แล้ว นี่มันมั่วโลกีย์ชัด ๆ ได้ยินว่าถ้าทำแบบนี้จะถูกลากไปประจานกลางถนน”
“แค่ถูกประจานยังถือว่าเบา เผลอ ๆ อาจโดนยิงเป้าเอาได้”
“งั้นเซียวเจี้ยนกั๋วก็แย่แล้วสิ?”
“ก็ไม่แน่ เรื่องนี้ยังพอจัดการกันเป็นการส่วนตัวได้ ถ้าเขาถอนหมั้นกับผู้หญิงคนนี้ แล้วแต่งกับคนที่กำลังกอดอยู่ ก็ไม่นับว่ามั่วโลกีย์แล้ว”
“ผู้หญิงคนนี้น่าสงสารเกินไปแล้ว อีกไม่กี่วันก็จะแต่งงานอยู่แล้ว แต่คู่หมั้นกลับไปมีอะไรกับผู้หญิงอื่น ใครจะทนไหว?”
“นั่นสิ น่าสงสารจริง ๆ”
เซียวเจี้ยนกั๋วรู้สึกว่าทุกอย่างในคืนนี้ราวกับฝันไป เดี๋ยวขึ้นสวรรค์ เดี๋ยวตกนรก
ความสุขสุดขีดเพิ่งจะยังไม่ทันจบ ก็ถูกคนกลุ่มหนึ่งบุกเข้ามาขัดจังหวะ จากนั้นก็โดนมุงดู ตำหนิ เยาะเย้ย ด่าทอ และทุบตี
พอเห็นเสิ่นหลี เขาก็ตกใจลนลาน สิ่งแรกที่คิดคือรีบอธิบาย แต่ซุนเมิ่งเหยากลับเกาะเขาแน่นและดึงรั้งไว้จนเขาหนีไม่พ้น อยากพูดก็พูดไม่ออก
ยิ่งมีเสียงคนที่มุงดูส่งเสียงจอแจ ต่อให้อธิบายไปก็เปล่าประโยชน์
ตอนนี้พอได้ยินเสิ่นหลีบอกว่าจะถอนหมั้น แถมจะไปแจ้งความว่าเขามั่วโลกีย์ เซียวเจี้ยนกั๋วก็ลนจนแทบนั่งไม่ติด ใจเต้นระรัวไปหมด
ไม่ได้ เขาถอนหมั้นไม่ได้ จะปล่อยให้เธอไปแจ้งความไม่ได้
สิ่งที่เขาเฝ้าฝันถึงยังไม่ได้มาอยู่ในมือ เสิ่นหลีจะไปไม่ได้
“เสี่ยวหลี ฟังฉันอธิบายก่อน เรื่องไม่ใช่อย่างที่เธอคิด พวกเรา…”
แต่ยังไม่ทันพูดจบ ซุนเมิ่งเหยาก็คว้ามือเขาแล้วมุดเข้าไปในอ้อมแขนอย่างแรง
“พี่เจี้ยนกั๋ว ฉันกลัว ฉันกลัวมาก…”
ปากซุนเมิ่งเหยาพูดอย่างนั้น แต่ในใจกลับดีใจจนแทบลิงโลด
เธอกับเซียวเจี้ยนกั๋วมีสัมพันธ์กันแล้ว แถมยังมีคนตั้งมากมายเห็นเป็นพยาน เขาไม่แต่งก็ต้องแต่ง
คราวนี้เธออยากเห็นนักว่าเสิ่นหลีจะยังแย่งเซียวเจี้ยนกั๋วกับเธอได้อย่างไร
เมื่อรู้สึกถึงเรือนร่างนุ่มนิ่มในอ้อมแขนและได้ยินเสียงอ่อนหวาน เซียวเจี้ยนกั๋วก็สะท้านไปทั้งตัว รีบกอดคนในอ้อมแขนให้แน่นขึ้นอีก
เขาจ้องคนกลุ่มตรงหน้าด้วยความโกรธ ใจร้อนรนจนแทบอยากไล่ทุกคนออกไปให้หมด แต่เสียดายที่มือไม่ว่าง
คนพวกนี้เป็นบ้าอะไรกัน? ดึกดื่นไม่หลับไม่นอน ยังวิ่งมาบ้านเขาทำไม?
พูดกันตามตรง นี่เป็นเรื่องในครอบครัวของพวกเขา ปิดประตูคุยกันเองก็จบแล้ว เกี่ยวอะไรกับคนพวกนี้ด้วย?
เขาเชื่อว่าถ้าได้กล่อมเสิ่นหลีเป็นการส่วนตัวสักสองสามคำ เธอจะไม่มีทางถอนหมั้น และยิ่งไม่มีทางยอมทิ้งเขา เรื่องนี้ก็จะคลี่คลายได้ด้วยดี
ตอนนี้เขาต้องการโอกาสอยู่กับเสิ่นหลีตามลำพังอย่างเร่งด่วน แต่น่าเสียดายที่ไม่มีโอกาสนั้น
พอเสิ่นหลีพูดออกมา ไม่ใช่แค่เซียวเจี้ยนกั๋วที่ลนลาน เซียวเว่ยตงก็ร้อนใจไม่แพ้กัน
ปล่อยให้เธอออกไปพูดส่งเดชไม่ได้ ลูกชายของเขาจะติดคุกไม่ได้
แต่ไม่ว่าพวกเขาจะร้อนใจแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์ หลายคน โดยเฉพาะพวกป้า ๆ ต่างช่วยพูดแทนเสิ่นหลี บอกว่าพวกเขามั่วโลกีย์และเรียกร้องให้ถอนหมั้น
ขณะที่ทุกคนกำลังส่งเสียงโต้เถียงกัน ก็มีเงาสองร่างแทรกผ่านฝูงชน เข้ามาในลานบ้านและเข้าไปในห้อง
“เกิดอะไรขึ้น?”
เสียงถามอย่างเข้มงวดดังขึ้นท่ามกลางผู้คน พอเห็นทั้งสองคนที่เข้ามา ฝูงชนก็เงียบกริบ ไม่มีใครกล้าส่งเสียงอีก
พอเสิ่นหลีเห็นคนที่เข้ามา ดวงตาก็เป็นประกาย เธอรีบวิ่งเข้าไปหา ก่อนหันกลับไปชี้มือและฟ้องทั้งสองคนทั้งน้ำตา
“คุณตำรวจ คู่หมั้นของฉันกับคนอื่นมั่ว…มั่วโลกีย์ พวกคุณต้องให้ความเป็นธรรมกับฉันนะคะ…”
ตามทิศทางที่เธอชี้ ตำรวจทั้งสองนายก็เห็นชายหญิงที่ยังเปลือยกายกอดกันอยู่จนถึงตอนนี้
แทบจะทนมองไม่ได้
“แค่ก ๆ ทำอะไรกันน่ะ รีบใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อย!”
ตำรวจคนหนึ่งทนไม่ไหว ตวาดเสียงเย็นชา
พูดจบเขาก็หันหลังให้ แล้วเริ่มสอบถามเรื่องราวโดยละเอียด
เซียวเจี้ยนกั๋วที่ได้รับคำสั่งรีบเก็บเสื้อผ้าจากพื้นมาสวม
เขาเองก็ไม่อยากถูกคนมากมายมุงดู น่าอับอายจะตาย
แต่จะให้ทำยังไงได้ล่ะ?
เสิ่นหลีพุ่งเข้ามาก็เปิดผ้าห่มออกทันที แถมยังจับเขาทุบตีไม่หยุด ส่วนซุนเมิ่งเหยาก็มุดอยู่ในอ้อมแขนและดึงรั้งเขาอย่างแรง เขาจึงไม่มีมือว่างพอจะใส่เสื้อผ้า
ยังดีที่ตำรวจมา ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่รู้ว่าจะต้องถูกมุงดูไปถึงเมื่อไร
เมื่อตำรวจซักถาม เสิ่นหลีก็สวมบทเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายได้อย่างสมจริง เล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นในคืนนี้ออกมา
ที่จริงไม่ต้องรอให้เธอเล่าละเอียด คนที่อยู่ในเหตุการณ์ก็ช่วยเล่าจนหมด แถมยังละเอียดกว่าเธอเสียอีก
ทั้งพยานและหลักฐานก็อยู่ครบ คนตระกูลเซียวอยากปฏิเสธก็ปฏิเสธไม่ออก
ทางเลือกที่วางอยู่ตรงหน้าพวกเขามีเพียงสองทาง ไม่ก็ถอนหมั้นกับเสิ่นหลีแล้วแต่งงานกับซุนเมิ่งเหยา ไม่อย่างนั้นก็ถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอันธพาล และส่งไปดัดนิสัยที่ฟาร์ม
คนตระกูลเซียวไม่ได้โง่ ต่อให้ไม่เต็มใจและไม่อยากยอมแค่ไหน ก็ทำได้เพียงกลั้นใจตกลงถอนหมั้นกับเสิ่นหลี แล้วแต่งซุนเมิ่งเหยาเข้าบ้านแทน
ยุคนี้การถอนหมั้น ขอแค่มีพยาน แค่พูดกันปากเปล่าก็พอ
แต่เสิ่นหลีกลัวว่าจะมีปัญหาตามมาทีหลัง จึงเขียนหนังสือถอนหมั้นด้วยลายมือตัวเอง ทำสองฉบับ ทั้งสองฝ่ายลงชื่อและประทับรอยนิ้วมือ
ตำรวจในฐานะพยานก็ลงชื่อและประทับรอยนิ้วมือด้วย
เมื่อได้หนังสือถอนหมั้นมาไว้ในมือ เสิ่นหลีก็มองคนตระกูลเซียวแล้วพูดด้วยน้ำเสียงบอกกล่าวว่า
“ของของฉัน ฉันจะเอาไปทั้งหมด”
ของพวกนั้นแม้จะถูกเธอเก็บเข้าไปในมิติแล้ว แต่ก็ต้องทำให้ดูเหมือนว่าได้นำออกไปจริง ๆ
“ไม่…”
เซียวเจี้ยนกั๋วอยากพูดว่า “เอาไปไม่ได้” แต่พอเห็นสายตาดูแคลนของคนรอบข้างกับตำรวจสองนาย เขาก็ปิดปากเงียบไป
มีคนทนดูต่อไปไม่ไหว จึงพูดอย่างดูแคลนว่า
“ถอนหมั้นกันแล้ว เธอเอาของของตัวเองไปจะมีปัญหาอะไร? หรือจะทิ้งไว้ให้แกหรือไง?”
เซียวเจี้ยนกั๋วมีเหตุผลอะไรไปคัดค้าน?
หน้าด้านจริง ๆ
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครพูดอะไรอีก เสิ่นหลีก็ก้าวเท้าเตรียมกลับไปเก็บของ
ตอนนั้นเอง ตำรวจคนหนึ่งก็เอ่ยขึ้นว่า
“เดี๋ยวก่อน ผมอยากรู้ว่าไฟไหม้ขึ้นมาได้ยังไง แล้วใครเป็นคนแรกที่เห็น?”
เขาไม่ได้ลืมจุดประสงค์ที่พวกเขามาที่นี่
สาเหตุที่พวกเขามาก็เพราะเห็นว่าทางนี้เกิดไฟไหม้ จึงเข้ามาตรวจสอบสถานการณ์ ไม่คิดเลยว่าจะมาเจอคนกำลังมั่วโลกีย์ เรื่องนี้เลยทำให้เสียเวลาไปครู่หนึ่ง
พอได้ยินตำรวจถาม ทุกคนก็พากันส่ายหน้า
“ไม่รู้ ฉันได้ยินคนตะโกนว่าไฟไหม้ถึงลุกขึ้นมา”
“ฉันได้ยินเสียงเคาะกะละมังถึงลุกขึ้นมา”
“ฉันก็ได้ยินเสียงตะโกนถึงลุกขึ้นมา”