เมื่อโจขวดควบม้าผ่านประตูเมืองเฉลงเข้ามา ทหารที่เฝ้าประตูเมืองต่างจำเขาได้แล้ว
เด็กหนุ่มเกราะดำที่ปีนกำแพงเข้ามาเมื่อวาน บัดนี้ไม่มีผู้ใดในเมืองเฉลงไม่รู้จัก วีรกรรมอันน่าภาคภูมิที่กล้าต่อปากต่อคำกับโจโฉในงานเลี้ยง ณ คุ้มตระกูลเฉลงเมื่อคืน ได้เลื่องลือไปทั่วครึ่งเมืองแล้ว
ทหารเฒ่าผู้เฝ้าประตูเห็นเขาก็ฉีกยิ้ม แล้วเปิดประตูแง้มไว้ให้โดยไม่ต้องรอให้เอ่ยปาก
“ท่านหน่อมแน้มหน่อมกลับมาแล้วหรือ”
“อืม กลับมากินข้าว ช่วยดูม้าให้ข้าสักครู่ อย่าให้ใครแตะ...” โจขวดรั้งบังเหียนให้ม้าหยุด ล้วงเหรียญทองแดงสองสามเหรียญจากอกเสื้อโยนให้ทหารเฒ่า
ทหารเฒ่ารับเหรียญไว้ ยิ้มแย้มรับคำ แล้วจูงม้าไปผูกไว้กับหลักผูกม้าหน้าประตูเมือง
โจขวดปัดฝุ่นบนเสื้อผ้า แล้วก้าวยาว ๆ มุ่งหน้าไปยังคุ้มตระกูลเฉลง
วันนี้เขาฝึกทหารมาครึ่งค่อนวัน เกราะดำบนตัวเปื้อนฝุ่นเต็มไปหมด ใบหน้าก็หม่นมัว ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับเปล่งประกายจนน่าหวั่นใจ
กลิ่นเนื้อหอมกรุ่นลอยออกมาจากโถงใหญ่ของคุ้มตระกูลเฉลง
โจขวดยังไม่ทันก้าวเข้าประตูก็ได้กลิ่นแล้ว ฝีเท้าจึงเร่งขึ้นโดยไม่รู้ตัว
เมื่อเข้าไปในโถง ก็เห็นโต๊ะสี่เหลี่ยมตรงกลางวางอาหารเต็มโต๊ะ แม้จะมีแต่ของนึ่งกับของตุ๋น แต่ไม่มีอาหารผัดสักอย่าง หากถามว่าเมื่อล่วงข้ามกาลเวลามาแล้ว โจขวดไม่พอใจเรื่องใดที่สุด ย่อมเป็นเรื่องอาหารการกิน โชคดีที่ปู่ของเขามั่งคั่ง เมื่อโตขึ้นเขาจึงพาพ่อครัวหญิงมาเริ่มทำอาหารผัดกิน
โจโฉกับโจอั่งนั่งลงแล้ว เฉลงไทเซวีนั่งร่วมวงอยู่ข้าง ๆ มือถือไหสุรากำลังจะรินใส่ถ้วย
“กลับมาแล้วหรือ ไปเช็ดหน้าก่อนแล้วค่อยกิน” โจโฉเงยหน้ามองบุตรชายคนรองที่มอมแมมไปด้วยฝุ่น สายตาหยุดอยู่บนฝุ่นที่เกาะเสื้อผ้าเขาครู่หนึ่ง
