โจขวดนำทหารหนึ่งหมื่นนายมุ่งลงใต้ตลอดทาง มิได้ใช้ทางใหญ่ หากเร่งเดินทัพไปตามทางสายรองที่ทอดจากตานเชิงสู่แม่น้ำหวย
เส้นทางนี้ผู้คนสัญจรไปมาน้อย พื้นถนนขรุขระเป็นหลุมบ่อ แต่มีข้อดีคือซ่อนตัวได้มิดชิด หมู่บ้านที่ผ่านมาตลอดทางต่างเงียบสงบ มิได้ทำให้ผู้ใดแตกตื่น
กองทัพเดินทางมาสองวันครึ่ง กระทั่งยามเย็นของวันที่สามจึงมาถึงฝั่งเหนือของแม่น้ำหวย
แม่น้ำหวยกว้างกว่าที่โจขวดคาดคิด กระแสน้ำมิได้เชี่ยวกรากนัก แต่ผืนน้ำกว้างใหญ่ ส่วนดินแดนหวยหนานอีกฟากหนึ่งเลือนรางเป็นสีเทาในแสงสนธยา
โจขวดรั้งบังเหียนหยุดอยู่บนที่สูงริมฝั่ง มองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถามทหารสอดแนมข้างกายว่า “อีกฟากมีทหารประจำการหรือไม่”
“มีขอรับ ราวสองพันนาย ตั้งค่ายอยู่บนหาดทราย ห่างจากท่าเรือไปทางตะวันออกสามลี้ ดูคล้ายเป็นค่ายรักษาชายแดนของอ้วนสู” ทหารสอดแนมตอบ
โจขวดพยักหน้า พลิกตัวลงจากหลังม้า ปักหอกเหล็กคู่กายลงบนพื้น แล้วย่อตัวนั่งบนเนินดินริมฝั่ง แทะขนมปังแห้งชิ้นหนึ่ง พลางเคี้ยวพลางมองแสงไฟริบหรี่ที่อีกฟากอย่างเงียบงัน ครู่หนึ่งจึงหันไปกล่าวกับหวังปี้ว่า “คืนนี้ข้ามแม่น้ำ”
หวังปี้ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนตอบว่า “คืนนี้หรือขอรับ อีกฟากมีทหารประจำการ ลอบข้ามแม่น้ำในความมืด มีโอกาสถูกพบได้ง่าย”
โจขวดยัดขนมปังแห้งคำสุดท้ายเข้าปาก เคี้ยวกลืนลงคอ ลุกขึ้นปัดเศษอาหารบนมือแล้วกล่าวว่า “ข้าจะนำทหารม้าฝีมือดีข้ามไปก่อนจากจุดน้ำตื้นเหนือน้ำขึ้นไปห้าลี้ จัดการค่ายตรงท่าเรือนั่นเสีย แล้วพวกเจ้าค่อยข้ามตามมา”
