เมื่อฉางซุนอู๋จี้มาถึงตำหนักด้านหลัง หลี่ซื่อหมินกำลังสนทนากับหลี่ลี่จื้อ
หลี่ลี่จื้อนั่งอยู่ตรงข้ามตั่งเตี้ย สีหน้ายังไม่คลายจากความตระหนก ราวกับเพิ่งพูดเรื่องที่แม้แต่นางเองยังรู้สึกหวาดหวั่น หลี่ซื่อหมินเอนกายพิงพนักเก้าอี้ ปลายนิ้วแตะฝาถ้วยชาอยู่นานโดยไม่ยกขึ้น ครั้นเห็นฉางซุนอู๋จี้เข้ามา ก็ยกมือขึ้นเล็กน้อย “เจ้ามาพอดี เราเพิ่งได้ฟังเรื่องหนึ่งจากลี่จื้อ ลองฟังดู”
ฉางซุนอู๋จี้คำนับ แล้วนั่งลงข้าง ๆ
หลี่ซื่อหมินวางถ้วยชาลง “ลี่จื้อบอกว่า ฉินหวยจิ่นเล่าเรื่องหนึ่งให้นางฟัง การแต่งงานระหว่างญาติใกล้ชิดทำให้ลูกหลานมีโอกาสเกิดปัญหาสูงกว่าคนทั่วไปมาก ไม่ว่าจะเป็นเสียชีวิตตั้งแต่ยังเล็ก พิการ หรือสติปัญญาบกพร่องแต่กำเนิด ลักษณะด้อยสองด้านมาพบกันก็ย่อมเกิดปัญหา เราฟังแล้วเหมือนคำพูดเหลวไหล แต่ก็รู้สึกว่าคงไม่ใช่เรื่องไร้มูล”
ฉางซุนอู๋จี้หยิบเอกสารปึกหนึ่งออกจากแขนเสื้อ แล้วยื่นถวายด้วยสองมือ “ฝ่าบาท วันนี้กระหม่อมมาเพื่อเรื่องนี้โดยเฉพาะพ่ะย่ะค่ะ”
หลี่ซื่อหมินรับไปเปิดดูสองสามหน้า สีหน้าค่อย ๆ เคร่งขรึมลง เขาพลิกไปหน้าที่สองแล้วกลับมาอ่านหน้าแรก ก่อนเทียบตัวเลขบนทั้งสองหน้าอยู่สองรอบ จากนั้นจึงปิดเอกสารวางบนโต๊ะ แล้วใช้นิ้วกดลงบนปก
“ในนี้เขียนว่า ตรวจสอบทะเบียนราษฎรของที่ว่าการฉางอันหรือ?”
ฉางซุนอู๋จี้กล่าวว่า “ตรวจสอบคู่สามีภรรยากลุ่มละหนึ่งพันคู่พ่ะย่ะค่ะ ในกลุ่มที่แต่งงานระหว่างญาติใกล้ชิด ลูกที่คลอดออกมาเสียชีวิตตั้งแต่วัยเยาว์คิดเป็นร้อยละยี่สิบสอง ส่วนผู้พิการหรือมีปัญหาด้านสติปัญญาคิดเป็นร้อยละสิบห้า รวมแล้วเกือบร้อยละสี่สิบ ส่วนกลุ่มที่มิได้แต่งงานระหว่างญาติใกล้ชิด ลูกที่เสียชีวิตตั้งแต่วัยเยาว์มีไม่ถึงร้อยละห้า ผู้พิการหรือมีปัญหาด้านสติปัญญาก็ไม่ถึงร้อยละสาม เมื่อเทียบกันแล้วต่างกันเกือบสี่เท่า”
นิ้วมือของหลี่ซื่อหมินชะงักอยู่บนเอกสาร
