เช้าวันถัดมา หลี่ลี่จื้อมายังสวนเร้นกาย
นางสวมกระโปรงหรูฉวินสีเขียวอ่อน เกล้าผมเรียบร้อยกว่าปกติเล็กน้อย บนใบหน้ายังแตะแป้งบาง ๆ พอเดินมาถึงประตูเรือน ฝีเท้าก็ชะงักไปครึ่งจังหวะ ยืนนิ่งอยู่ชั่วอึดใจก่อนก้าวเข้ามา
ฉินหวยจิ่นกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ใต้ระเบียง กิเลนเพลิงหมอบอยู่ข้างเท้า พอเห็นนางเข้ามา มันก็เงยหน้ามองแวบหนึ่ง
หลี่ลี่จื้อเดินไปนั่งฝั่งตรงข้ามโต๊ะหิน สายตาเหลือบมองใบหน้าเขาแล้วเบนหนีอย่างรวดเร็ว นิ้วมือบิดชายแขนเสื้อไปมา ฉินหวยจิ่นวางหนังสือลง มองท่าทางของนางแล้วหัวเราะเบา ๆ “วันนี้เหตุใดจึงไม่เหมือนปกติเล่า?”
“ตรงไหนไม่เหมือน?”
“ปกติเจ้ามาทีไรก็เดินฉับ ๆ วันนี้กลับทำตัวราวกับขโมย”
หลี่ลี่จื้อถลึงตาใส่เขา “ท่านนั่นแหละเป็นขโมย”
ฉินหวยจิ่นยื่นมือไปดึงนิ้วที่กำลังบิดชายแขนเสื้อของนางมากุมไว้ในฝ่ามือตน หลี่ลี่จื้อชะงักไป ใบหน้าแดงก่ำ นิ้วมือหดกลับเล็กน้อย ท้ายที่สุดก็ไม่ได้ดึงออก
ฉินหวยจิ่นก้มมองมือของนาง นิ้วเรียวยาว ผิวขาวเนียน ฝ่ามือไม่มีรอยด้านแม้แต่น้อย เขาบีบสองที สัมผัสนุ่มราวกับปุยนุ่น
“นุ่มจริง” เขากล่าว
หลี่ลี่จื้อหันหน้าไปอีกทาง “ท่าน...ปล่อยมือ”
“ไม่ปล่อย”
“ฉินหวยจิ่น!”
“จะเสียงดังไปไย มิใช่คนอื่นเสียหน่อย ต่อไปเราก็เป็นสามีภรรยากันแล้ว ขอเก็บดอกเบี้ยล่วงหน้าสักหน่อยจะเป็นไรไป” เขาบีบมือของนางอีกครั้ง “เหตุใดมือเจ้าจึงนุ่มเช่นนี้ บำรุงรักษาได้ดีจริง”
หลี่ลี่จื้อทนไม่ไหวอีกต่อไป จึงใช้มืออีกข้างตีเขาเบา ๆ “หากท่านยังทำเช่นนี้ ข้าจะกลับแล้ว”
ฉินหวยจิ่นคลายมือ แต่ริมฝีปากยังมีรอยยิ้ม หลี่ลี่จื้อชักมือกลับ ปลายหูแดงก่ำราวผลอิงเถาสองลูก นางก้มหน้านั่งอยู่ครู่หนึ่ง พลันนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมา รอยยิ้มบนใบหน้าจึงจางลง
“จริงสิ ข้ามีเรื่องจะบอกท่าน อาการหอบหืดของข้า...ช่วงนี้กำเริบบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ บางครั้งดีดพิณไปได้ครึ่งเพลง หน้าอกก็อึดอัดจนหายใจไม่ออก ต้องพักอยู่นานกว่าจะทุเลา เสด็จแม่ก็มีอาการนี้เหมือนกัน พระนางตรัสว่าเป็นมาแต่กำเนิด รักษาไม่หาย” เสียงของนางค่อย ๆ เบาลง “เมื่อก่อนข้าคิดว่าไม่เป็นไร แต่ช่วงนี้กลับหนักขึ้นเรื่อย ๆ ข้ากลัวว่าต่อไป...”
