เมื่อหลี่ลี่จื้อกลับถึงวัง ฟ้าก็มืดสนิทแล้ว นางตรงไปยังตำหนักด้านหลังทันที
หลี่ซื่อหมินกำลังนั่งสนทนากับฮองเฮาฉางซุนใต้แสงตะเกียง หลี่เฉิงเฉียนกับหลี่ไท่ก็อยู่ด้วย ทั้งสี่คนล้อมโต๊ะเตี้ยตัวหนึ่ง พลางพินิจสิ่งของบางอย่าง
ยามหลี่ลี่จื้อก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา ในมือประคองชามกระเบื้องเนื้อหยาบ ภายในบรรจุเม็ดละเอียดสีขาวราวหิมะอยู่ครึ่งชาม กับน้ำตาลก้อนใสแวววาวหลายก้อน
“เสด็จพ่อ เสด็จแม่ ดูนี่สิเพคะ”
นางวางชามลงบนโต๊ะ
หลี่ซื่อหมินก้มมองเพียงแวบเดียว สายตาก็พลันหยุดนิ่ง
เขายื่นมือไปหยิบเม็ดสีขาวขึ้นมาหยิบหนึ่ง วางไว้ตรงปลายนิ้วแล้วถูเบา ๆ ก่อนยกขึ้นดมใกล้ ๆ จากนั้นจึงใส่ปากชิม
เขาไม่พูดอะไร หยิบขึ้นมาอีกเล็กน้อยใส่ปาก คราวนี้เคี้ยวสองสามครั้งจึงกลืนลงไป
ฮองเฮาฉางซุนหยิบขึ้นมาลองชิมเช่นกัน ครั้นลดมือลง นางจ้องน้ำตาลสีขาวราวหิมะในชามแล้วนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง
หลี่ไท่โน้มตัวเข้ามาหยิบไปหยิบหนึ่งใส่ปาก เคี้ยวสองสามครั้งแล้วเบิกตากว้าง “นี่คือน้ำตาลหรือ? เหตุใดจึงขาวถึงเพียงนี้?”
หลี่เฉิงเฉียนลองชิมไปคำหนึ่งด้วย สีหน้าตื่นตะลึงยิ่ง เขาประคองชามพลิกดูไปมาหลายรอบ
หลี่ซื่อหมินเอ่ยถาม “ทำสิ่งนี้ขึ้นมาได้อย่างไร?”
หลี่ลี่จื้อเล่าเรื่องในโรงงานตั้งแต่ต้นจนจบ
คั้นน้ำอ้อย กรอง เคี่ยว และตกผลึก ทำซ้ำถึงสี่รอบจึงได้น้ำตาลขาวหนึ่งชามนี้
ยังมีอีกชนิดหนึ่งเรียกว่าน้ำตาลกรวด ซึ่งนำไปเคี่ยวต่อจากน้ำตาลขาว จนได้ก้อนน้ำตาลใสวาวราวน้ำแข็ง รสหวานยิ่งกว่าน้ำตาลขาว
นางล้วงถุงผ้าเล็ก ๆ ออกจากแขนเสื้อ คลายปากถุงแล้วเทน้ำตาลกรวดหลายก้อนลงบนโต๊ะ
น้ำตาลกรวดสะท้อนแสงสีอำพันใต้เปลวเทียน เหลี่ยมมุมชัดเจนราวผลึกแก้วที่ผ่านการเจียระไน
ฮองเฮาฉางซุนหยิบน้ำตาลกรวดก้อนหนึ่งขึ้นส่องกับแสง “ของสิ่งนี้...คือน้ำตาลกรวดหรือ?”
หลี่ลี่จื้อพยักหน้า “ห้าก้วนต่อหนึ่งชั่งเพคะ”
หลี่ไท่ก้มหน้าคำนวณบัญชีแล้ว “น้ำตาลขาวหนึ่งก้วนต่อหนึ่งชั่ง น้ำตาลกรวดห้าก้วนต่อหนึ่งชั่ง หากผลิตน้ำตาลขาวปีละหนึ่งล้านชั่ง ก็จะได้หนึ่งล้านก้วน ส่วนน้ำตาลกรวดผลิตหนึ่งแสนชั่ง ก็จะได้อีกห้าแสนก้วน รวมแล้วหนึ่งล้านห้าแสนก้วน...”
