หลังเรื่องร้านหนังสือลดราคาแพร่สะพัดไปทั่วฉางอันครบสามวัน ข่าวลือเรื่องใหม่ก็ผุดขึ้นมา
ข่าวเริ่มจากเพิงน้ำชาตลาดตะวันออก ชายหลายคนในชุดผ้าหยาบนั่งล้อมโต๊ะ คนหนึ่งลดเสียงลงเอ่ยว่า “พวกเจ้าได้ยินมาหรือยัง? องค์หญิงฉางเล่อไปสวนเร้นกายทุกวัน อยู่คราวละเกือบครึ่งวัน บุตรชายคนรองของตระกูลฉินผู้นั้น เกรงว่าจะได้เป็นราชบุตรเขยแล้วกระมัง”
คนข้าง ๆ รับคำ “นั่นสิ ข้าได้ยินจากคนที่ออกจากวังมาจัดซื้อของว่า ทุกครั้งที่องค์หญิงฉางเล่อไปสวนเร้นกาย ล้วนอยู่จนถึงยามเย็นจึงกลับวัง”
อีกคนแทรกขึ้นว่า “ก่อนหน้านี้มิใช่มีข่าวว่าฝ่าบาททรงประสงค์จะยกองค์หญิงให้คุณชายตระกูลฉางซุนหรือ? เหตุใดจึงเปลี่ยนเป็นบุตรชายคนรองตระกูลฉินเสียแล้วเล่า?”
ถ้อยคำนั้นแพร่ไปตามตรอกซอกซอยทั่วฉางอันดุจสายลม
ภายในสามวัน ตั้งแต่ตลาดตะวันออกถึงตลาดตะวันตก ตั้งแต่เพิงน้ำชาถึงหอสุรา ทุกหนแห่งล้วนมีผู้คนวิพากษ์วิจารณ์เรื่ององค์หญิงฉางเล่อกับฉินหวยจิ่น
บางคนกล่าวว่าท่านเซี่ยนหนานฉินโชคดีนัก บางคนว่าคุณชายตระกูลฉางซุนถูกผู้อื่นชิงคู่หมายไปแล้ว ยังมีคนกล่าววาจาไม่น่าฟังยิ่งกว่า บอกว่าองค์หญิงฉางเล่อเป็นสตรีที่ยังไม่ออกเรือน แต่กลับวิ่งไปบ้านบุรุษทุกวัน ช่างไร้ธรรมเนียมสิ้นดี
เมื่อข่าวแพร่เข้าไปในวัง หลี่ซื่อหมินกำลังตรวจฎีกาอยู่ในตำหนักด้านหลัง
หลี่ลี่จื้อยืนอยู่ข้างกายช่วยจัดเอกสาร ครั้นได้ยินขันทีเล่าข่าวลือซ้ำอีกครั้ง ใบหน้าของนางก็ซีดเผือดในฉับพลัน
นางอ้าปากหมายจะกล่าวบางอย่าง หลี่ซื่อหมินยกมือห้ามไว้
“เจ้ากลับไปก่อน” หลี่ซื่อหมินวางฎีกาที่ปิดลงบนโต๊ะ “ให้เราคิดดูก่อน”
หลังหลี่ลี่จื้อออกจากตำหนักด้านหลัง หลี่ซื่อหมินเอนกายพิงพนักเก้าอี้ เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยถามขึ้นกะทันหัน “ฉางซุนอู๋จี้อยู่ที่ใด?”
ขันทีทูลว่า “ใต้เท้าฉางซุนอยู่ที่สำนักเหมินเซี่ยพ่ะย่ะค่ะ”
“เรียกเขามา”
หนึ่งเค่อให้หลัง ฉางซุนอู๋จี้ก็เข้ามาในตำหนักด้านหลัง
เมื่อเห็นสีพระพักตร์ของหลี่ซื่อหมินเคร่งขรึม เขาจึงคำนับแล้วกล่าวว่า “ฝ่าบาททรงเรียกกระหม่อมมา มีเรื่องใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
หลี่ซื่อหมินส่งรายงานลับฉบับหนึ่งให้เขา “เจ้าดูนี่ก่อน”
