“ท่านหลิน หมายความว่าให้พวกเราพี่น้องหนีลงหนานหยางงั้นหรือ”
“ถูกต้อง”
มองดูหลินติ่งหมิงที่สีหน้าจริงจัง แม้จะซาบซึ้งที่อีกฝ่ายกล้าเสนอให้พวกเขาหนีลงหนานหยางในยามนี้ แต่หลินติ่งหมิงนั้นเป็นพ่อค้า จะรู้ซึ้งถึงความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างตระกูลซ่งกับพวกฝรั่งได้อย่างไร
ในฐานะคนที่มาจากยุคหลัง หลี่เสวียนเหวินรู้ดีแก่ใจว่าตระกูลซ่งเป็นยังไง ตระกูลนี้คือตระกูลพ่อค้าหัวใสที่รับใช้ต่างชาติ กับพวกฝรั่งมีความสัมพันธ์ทางผลประโยชน์ที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง
หนานหยางเป็นเขตอิทธิพลของตะวันตก ถึงหลี่เสวียนเหวินหนีไปหนานหยาง ด้วยสายสัมพันธ์ระหว่างตระกูลซ่งกับพวกตะวันตก อยากจะจับตัวหลี่เสวียนเหวินก็ง่ายดายยิ่ง ฝรั่งไม่เพียงไม่ขัดขวาง แต่ยังจะช่วยค้นหาในนามผู้ร้ายฆ่าคนอีกด้วย
หนานหยางไปไม่ได้
อยู่ในประเทศก็ยิ่งอยู่ไม่ได้ คนที่ตายที่เจาอานไม่ใช่คนตระกูลข่ง แต่เป็นคนตระกูลซ่ง ดูท่าทางน่าจะเป็นทายาทสายตรง แค่ไม่รู้ว่าเป็นลูกของใคร
คนตระกูลซ่งนั้นมีหน้ามีตาในทุกค่ายอำนาจภายในประเทศ ส่วนหลี่เสวียนเหวินก็ไม่ใช่ขุนศึกใหญ่ มีแค่คนไม่กี่คน ไร้ปืนไร้กำลัง ไม่มีค่ายไหนยอมปกป้อง
ด้วยข้อหาว่าหลี่เสวียนเหวินฆ่าคนตระกูลซ่ง ไม่ว่าหลี่เสวียนเหวินจะไปเข้าพวกกับค่ายไหน ค่ายนั้นก็ไม่มีทางรับตัวไว้ มีแต่จะมัดส่งให้ตระกูลซ่ง
ส่วนการตั้งตนเป็นเจ้าถิ่น ชูธงเป็นขุนศึก ยิ่งเป็นไปไม่ได้
ถึงตอนนี้สงครามภาคกลางจะลุกเป็นไฟ แต่ด้วยกำลังที่มีแค่ไม่กี่คนของหลี่เสวียนเหวิน ไม่ต้องลำดับขั้นตอนอะไรมาก มณฑลฝูเจี้ยนก็สามารถเกณฑ์ทหารนับหมื่นมาบดขยี้หลี่เสวียนเหวินได้
หนทางรอดทั้งในและนอกประเทศ ล้วนมืดมน ยากแท้
หลี่เสวียนเหวินเงยหน้ามองฟ้า ในใจเอ่ยถอนใจ หรือฟ้าจะดับชีพข้าหลี่ผู้นี้
หลินติ่งหมิงมองดูท่าทีของหลี่เสวียนเหวิน ก็เดาออกว่าหลี่เสวียนเหวินคิดอะไรอยู่ ประนมมือคำนับ แล้วอธิบายต่อว่า “ผู้ว่าการหลี่ ท่านเข้าใจผิดแล้ว หนานหยางที่ข้าบอกให้ท่านไป ไม่ใช่เมืองใหญ่ที่กองกำลังตะวันตกพวกนั้นเข้มแข็ง แต่เป็นพื้นที่ห่างไกล”
“แม้พวกตะวันตกจะควบคุมหนานหยาง แต่ก็เป็นการเดินทัพจากแดนไกล ใช่ว่าฝรั่งจะควบคุมอาณานิคมได้ทุกหนแห่ง ย่อมมีบางที่ที่พวกมันควบคุมไปไม่ถึง”
คำพูดนี้ทำให้หลี่เสวียนเหวินหนักใจกว่าเดิมอีก หนีลงหนานหยางแล้วแท้ ๆ ยังไม่ได้ไปที่ที่เจริญรุ่งเรือง กลับต้องไปอยู่ในซอกหลืบห่างไกล ปะปนกับพวกชนพื้นเมือง ตัวเองอุตส่าห์เป็นผู้ที่ข้ามภพมา กลับต้องไปปะปนกับชนพื้นเมือง น่าอับอายเสียจริง
ในตอนนั้นเอง สมองของหลี่เสวียนเหวินก็พลันวาบขึ้นมาด้วยบางสิ่ง
พื้นที่ห่างไกล? ฝรั่งควบคุมไปไม่ถึง?
คำพูดนี้เหมือนสายฟ้าฟาด แหวกม่านหมอกในความคิดของหลี่เสวียนเหวิน
การสร้างชาติในต่างแดน
สี่คำนี้ระเบิดกัมปนาทดังสนั่นในหัว
ชาติก่อนเขาเคยอ่านนิยายออนไลน์มาไม่น้อย พวกรุ่นพี่ที่ข้ามภพมาล้วนแต่ไปสร้างชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งตัวเป็นกษัตริย์ ตอนนั้นเขาอ่านแล้วเลือดเดือดพล่าน แต่พอเกิดกับตัวเองเข้าจริง กลับไม่เคยคิดเลย
เพราะอะไร
เพราะในเวลานี้ การจะสร้างชาติในโพ้นทะเลนั้น ยากเย็นเหลือเกิน
ตอนนี้ไม่ใช่ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองที่ระบบอาณานิคมของอังกฤษ-อเมริกาล่มสลาย และไม่ใช่ศตวรรษที่ 18 ที่กำลังรบนอกประเทศของตะวันตกมีขีดจำกัด แต่มันคือปี 1930
ปี 1930 มันคืออย่างไร
อาทิตย์ของจักรวรรดิที่พระอาทิตย์ไม่เคยตกดินยังไม่ทันลับขอบฟ้า เรือประจัญบานของราชนาวียังคงแหกปากคำรามไปทั่วแอตแลนติก อินเดีย และแปซิฟิก
ไก่ขวดเหล้ายังคงนั่งอยู่บนอินโดจีนอย่างมั่นคง ธงสามสีของกองทัพอาณานิคมยังสะบัดพึบพับอยู่ที่ไซ่ง่อน ฮานอย และพนมเปญ
พ่อนายเรือนายท่าแห่งท้องทะเลแม้จะเป็นเพียงประเทศเล็กในยุโรป แต่ในหมู่เกาะอินเดียตะวันออกกลับเป็นนายเหนือหัวอย่างแท้จริง เรือลาดตระเวนและเรือปืนลอยลำตระเวนไปทั่วหมู่เกาะหนานหยาง สุลต่านพื้นเมืองคนไหนกล้าเอาแค่ว่า ระเบิดจากเรือรบก็จะไปหย่อนถึงหน้าประตูทันที
อินทรีขาวเองก็ไม่ยอมน้อยหน้า ลูซอนเป็นฐานกระโดดของพวกมัน กองเรือเอเชียมักจอดลอยลำอยู่ที่อ่าวมะนิลา แม้ขนาดจะไม่ใหญ่ แต่ถ้าจะจัดการกับคนหัวดำสองสามคนที่คิดสร้างชาติ ก็เกินพอแล้ว
นี่คือยุคทองของลัทธิล่าอาณานิคม
แต่...ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีโอกาสเลย
ดูเหมือนว่าตอนนี้พวกประเทศตะวันตกกำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่อยู่ เมื่อเดือนตุลาคมปี 1929 ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทล่ม มรสุมวิกฤตซัดกระหน่ำไปทั่วโลกทุนนิยม
ปี 1930 เป็นหนึ่งในปีที่ภาวะตกต่ำรุนแรงที่สุด อินทรีขาวอัตราว่างงานพุ่ง ธนาคารล้ม โรงงานปิด ประเทศยุโรปก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน การค้าหดตัว อาณานิคมระส่ำระสาย รัฐบาลแต่ละประเทศล้วนกุมขมับยุ่งอยู่กับกองขี้ในบ้านตัวเอง
งบประมาณอาณานิคมถูกหั่นแล้วหั่นอีก ทหารประจำการในโพ้นทะเลลดลง เรือรบจอดตายคู่อู่ กลไกบริหารงานก็ครึ่งตาย ประเทศเจ้าอาณานิคมไม่มีงบประมาณจะมาทำสงครามอาณานิคมสักที่
ตอนนี้แหละ คือโอกาส
แค่สามารถยกพลขึ้นบกได้ ด้วยกำลังรบของพวกทหารพื้นเมือง ก็จัดการได้ไม่ยาก หลังจากนั้นเอาชนะสงครามปราบกบฏสักครั้ง ก็เจรจากับจักรวรรดิ์เจ้าอาณานิคมได้ ต่อรองเอกราชผ่านโต๊ะเจรจา
แน่นอนว่า จะเข้ายึดผลประโยชน์แก่นกลางของเหล่ามหาอำนาจตะวันตกในอาณานิคมไม่ได้ ต้องเลือกจากพื้นที่ชายขอบเท่านั้น
แล้วก็จะลงมือกับประเทศมหาอำนาจโดยตรงก็ไม่ได้ เพราะมหาอำนาจนั้นรักศักดิ์ศรี แถมขนาดตัวก็ใหญ่ โยกนั่นย้ายนี่ รวบรวมทรัพยากร ยังไงก็พอทำสงครามอาณานิคมสักครั้งได้
เช่นนั้น เป้าหมายเดียวที่พอจะลงมือได้ก็คือ...อาณานิคมของพ่อนายเรือนายท่าแห่งท้องทะเล จังหวัดกาลิมันตันตะวันตก ในหมู่เกาะอินเดียตะวันออกของดัตช์
คิดถึงตรงนี้ ดวงตาของหลี่เสวียนเหวินก็สว่างวาบอย่างสมบูรณ์
จังหวัดกาลิมันตันตะวันตก
ที่นี่ดีนะ พื้นที่ใหญ่พอ แนวลึกก็มากพอ ทรัพยากรแร่ธาตุต่าง ๆ ก็ไม่ขาดแคลน ที่สำคัญที่สุด คือการสร้างชาติที่นี่มีความชอบธรรมทางกฎหมายรองรับ
ก่อนราชวงศ์ชิงล่มสลาย ที่นี่คือดินแดนของสาธารณรัฐหลันฟาง สาธารณรัฐหลันฟางคือชาติที่ก่อตั้งโดยชาวจีนหนานหยางในรัชสมัยจักรพรรดิเฉียนหลง และถูกพ่อนายเรือนายท่าแห่งท้องทะเลทำลายล้างไปในปลายราชวงศ์ชิง
หลี่เสวียนเหวินใช้วิธีแปะยี่ห้อเข้าตลาด โดยใช้ข้ออ้าง "ฟื้นฟูหลันฟาง" สร้างชาติจีนขึ้นใหม่ที่กาลิมันตันตะวันตกได้อย่างหมดจด
พอคิดได้ดังนี้ หลี่เสวียนเหวินเองยังสะดุ้ง
การแปะยี่ห้อเข้าตลาด เป็นแนวคิดของตลาดทุนยุคหลัง บริษัทหนึ่งอยากเข้าตลาด ต้องผ่านกระบวนการยุ่งยาก กินเวลายาวนาน แต่ถ้าหาบริษัทเปลือกที่จดทะเบียนแล้วแต่ดำเนินกิจการย่ำแย่มาสักที่ ผ่านการปรับโครงสร้างสินทรัพย์แปะยี่ห้อเข้าไป ก็ข้ามอุปสรรคมากมายได้
สาธารณรัฐหลันฟาง ก็คือ “เปลือก” นั้น
ชาติจีนที่เคยดำรงอยู่มาร้อยกว่าปี มีประวัติศาสตร์ มีจารีต มีสายบังคับชอบธรรม
ถึงจะถูกฝรั่งทำลายไป แต่ก็ล่มสลายไปโดยไม่สิ้นสูญ ในใจชาวจีนหนานหยาง ความทรงจำถึงหลันฟางไม่เคยเลือนหาย
เพียงแค่มีคนลุกขึ้นชูธง กู่ก้องด้วยสโลแกน “ฟื้นฟูหลันฟาง” พวกชาวจีนโพ้นทะเลรุ่นเก่าที่ยังจำหลันฟางได้ พวกรุ่นหลังที่โหยหาความรุ่งเรืองของจีน ล้วนจะหลั่งไหลมารวมตัวกัน
และ “เปลือก” นี้ยังมีข้อดียิ่งใหญ่ที่สุดอีกอย่างหนึ่ง หลันฟางไม่ใช่สิ่งที่หลี่เสวียนเหวินกุขึ้นมาลอย ๆ แต่เป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่มีร่องรอยอ้างอิง
การที่พ่อนายเรือนายท่าแห่งท้องทะเลกลืนกินหลันฟางไปเมื่อปีนั้น ตามกฎหมายระหว่างประเทศก็ไม่ชอบธรรมอยู่แล้ว หลันฟางไม่เคยสละอธิปไตยอย่างเป็นทางการ พ่อนายเรือนายท่าแห่งท้องทะเลก็ไม่เคยได้รับการรับรองสนธิสัญญาอย่างเป็นทางการจากอำนาจปกครองที่ชอบธรรมของหลันฟาง
ในปี 1912 พ่อนายเรือนายท่าแห่งท้องทะเลประกาศฝ่ายเดียวว่า “ดินแดนหลันฟางได้รวมเข้ากับหมู่เกาะอินเดียตะวันออกของดัตช์แล้ว” นั่นเป็นเพียงการพูดอยู่ฝ่ายเดียวของนักล่าอาณานิคม
ในกฎหมายระหว่างประเทศ รัฐอธิปไตยจะไม่ถูกทำลายลงด้วยการประกาศฝ่ายเดียว
หลันฟาง หากมองในแง่กฎหมายแล้ว ก็ยังคงเป็น “ประเทศที่ถูกยึดครอง” ไม่ใช่ “ประเทศที่สิ้นสลายแล้ว”
ความแตกต่างนี้ มันใหญ่หลวงนัก