เดิมที กู้หรูหลี่ควรจะรีบกลับบ้านไปทำการบ้านให้เสร็จ แต่กลับเดินทางมายังร้านหนังสือกับบิดาอีกครั้ง
เมื่อเห็นกู้หรูหลี่เอาแต่ดูนิยายเล่มเล็ก เถ้าแก่ร้านก็ขมวดคิ้วแน่น
“พี่ชาย ข้าเห็นว่าครอบครัวท่านก็ไม่ได้มีฐานะดีนัก เหตุใดต้องประหยัดอดออมกันทั้งบ้านเพื่อส่งคนหนึ่งให้ร่ำเรียนด้วยเล่า?”
เถ้าแก่ร้านเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี ทว่าตาเฒ่ากู้กลับไม่เข้าใจความหมายแฝงในถ้อยคำนั้น
“หรูหลี่ของข้าร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เล็ก ลงนาไม่ไหว โชคดีที่มีพรสวรรค์ด้านการเรียน ข้าเองก็ไม่ได้คาดหวังว่าเขาจะเรียนจนได้ความอะไร ขอเพียงวันหน้าเลี้ยงปากท้องได้ ไม่อดตายก็พอแล้ว”
นี่คือความคิดที่แท้จริงของตาเฒ่ากู้กับนางเฒ่าหวัง
เถ้าแก่ร้านเห็นตาเฒ่ากู้มองเด็กน้อยที่กำลังดูนิยายอยู่ไม่ไกลด้วยแววตาเปี่ยมเมตตา
ครานี้ เถ้าแก่ร้านยิ่งรู้สึกเสียดายที่กู้หรูหลี่ไม่เอาถ่าน
ครอบครัวยากจนถึงเพียงนี้ยังส่งเขาเรียนหนังสือ แต่พออ่านออกเขียนได้ก็กลับเอาแต่ดูนิยาย
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ควรอบรมสั่งสอนให้ดี อย่าปล่อยให้เดินผิดทาง”
ตาเฒ่ากู้ฟังประโยคนี้เข้าใจ “หรูหลี่ของข้าเป็นเด็กที่รู้ความที่สุด ไม่เคยทำให้พวกเราที่เป็นบิดามารดาต้องกลัดกลุ้ม”
เถ้าแก่ร้านเห็นเขาปกป้องบุตรชายก็ส่ายหน้าเบาๆ สุดท้ายจึงไม่เอ่ยสิ่งใดอีก
ทางด้านกู้หรูหลี่ได้ยินบทสนทนาระหว่างเถ้าแก่ร้านกับบิดามานานแล้ว
ทั้งยังเดาได้ว่าเหตุใดวันนี้เถ้าแก่ร้านจึงมองเขาด้วยสายตาผิดหวัง
ที่แท้ก็คิดว่าเขาไม่ตั้งใจศึกษา แต่เมื่อมองนิยายตรงหน้า กู้หรูหลี่ก็ยิ้มบางๆ
เถ้าแก่ร้านกังวลก็ไม่ผิด ทว่าเขาไม่ใช่เด็กเล็กแล้ว ย่อมอดทนต่อสิ่งเย้ายวนบางอย่างได้
ส่วนเหตุผลที่เขาหมกมุ่นกับนิยายเล่มเล็กนั้น ก็เพราะยังไม่รู้ว่าจะหาเงินจากสิ่งนี้ได้อย่างไร
