ภายในสำนักศึกษา มีบัณฑิตหลายคนยืนอยู่นาน กระทั่งถึงเวลาปลดทุกข์จึงหลบพ้นโทษครั้งนี้ไปได้
“กู้หรูหลี่ เรื่องเล่าที่ข้าฝากเจ้าเขียนไปถึงไหนแล้ว?”
กู้หรูหลี่เห็นอีกฝ่ายไม่ใส่ใจบาดแผลบนมือแม้แต่น้อย จึงเอ่ยอย่างจนใจว่า “ช่วงนี้การบ้านมีมาก”
เมื่อเห็นกู้หรูหลี่กำลังเร่งทำการบ้านอย่างไม่หยุดมือ หูเทียนโย่วก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย “ก็ได้ ยามว่างแล้วอย่าลืมเขียนเล่า ข้าออกเงินไปแล้วนะ”
กู้หรูหลี่ไม่แม้แต่จะเงยหน้า “ได้”
“บางคน ต่อให้อ่านหนังสือแล้วก็ยังเต็มไปด้วยกลิ่นเงินทอง”
เสียงประชดประชันดังขึ้นภายในสำนักศึกษา
สิ้นเสียง บัณฑิตทั้งสำนักศึกษาต่างมองไปทางกู้หรูหลี่
กู้หรูหลี่มีสีหน้าสงบนิ่ง อย่าว่าแต่จะเงยหน้าเลย แม้แต่พู่กันในมือก็ไม่หยุดชะงักแม้แต่น้อย
หยวนหมิ่นอวี้ลุกขึ้น ทว่าถูกหยวนหมิ่นเซิ่งดึงตัวไว้
“พี่ใหญ่ จะปล่อยให้พวกเขาพูดจาใส่ร้ายหรูหลี่เช่นนี้หรือ?”
“เรื่องนี้พวกเราเข้าไปยุ่งไม่สะดวก”
เมื่อเห็นอู๋ยงและพวกพากันหัวเราะเยาะกู้หรูหลี่เสียงดัง หยวนหมิ่นเซิ่งขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ก็ยังห้ามน้องชายที่บุ่มบ่ามไว้
“อู๋ยง จ้าวไหล การบ้านที่อาจารย์สั่งทำเสร็จแล้วหรือ?”
คนหลายคนฝั่งตรงข้ามเผยสีหน้ากริ่งเกรง ถึงอย่างไรหยวนหมิ่นเซิ่งก็เป็นหลานชายของอาจารย์หยวน
จ้าวไหลยิ้มอย่างนุ่มนวล “หมิ่นเซิ่ง พวกข้าตั้งใจทำการบ้านมาโดยตลอด ย่อมไม่ต้องให้อาจารย์เป็นห่วง”
“พวกเราก็แค่กลัวน้องกู้จะหลงผิด ในเมื่อแบ่งเป็นบัณฑิต ชาวนา ช่างฝีมือ และพ่อค้า พวกข้าต่างมุ่งสู่วิถีขุนนาง หากไปเป็นคนใช้แรงงานหรือพ่อค้าเร่ ย่อมไม่เป็นผลดีต่อชื่อเสียง”
ฟังเผิน ๆ เหมือนพูดเพื่อประโยชน์ของกู้หรูหลี่ แต่ในสำนักศึกษาแห่งนี้ ใครบ้างไม่รู้ว่าครอบครัวของกู้หรูหลี่ยากจน หากไม่ทำการค้าหาเงิน ก็ไม่อาจส่งเสียให้เขาเรียนหนังสือต่อไปได้
