จู้สือยวนพูดจบก็ตะโกนเรียกเจ้าหน้าที่ไป๋ออกไปข้างนอก
เจ้าหน้าที่ไป๋นำตำรวจกรูกันเข้ามา ไม่นานก็ควบคุมตัวทั้งสองไว้ได้
จู้สือยวนเพิ่งเดินออกมาจากเรือนเพาะชำ ก็เห็นคุณพ่อผู้ชราตาแดงก่ำ
จู้สือยวนเหลือบมองสามพี่ชาย เห็นสามพี่ชายกุมศีรษะ ปากเบี้ยวตาพลิ้ว ส่งสัญญาณให้เธออย่างบ้าคลั่ง
จู้สือยวนรู้สึกผิดเป็นอย่างมาก
จู้สือยวนเดินเข้าไปอย่างระมัดระวัง ส่งจู้อวิ๋นเป่าให้พี่ใหญ่ จากนั้นร้องเรียกจู้ฮั่นเหนียนเสียงอ่อนว่า "พ่อ ขอโทษนะคะ หนูไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังพ่อ"
นึกว่าจู้ฮั่นเหนียนจะโกรธที่เธอปกปิด ใครจะรู้หลังจากจู้สือยวนร้องเรียกพ่อจบ น้ำตาของจู้ฮั่นเหนียนก็รื้นขึ้นทันควัน
ชายผู้ล้มละลายเป็นหนี้สินนับสิบล้าน บุตรชายคนโตขาพิการทั้งสองข้างแต่ไม่เคยหลั่งน้ำตาสักหยด กลับมาร้องไห้หลังจากรู้ความสามารถและตัวตนของบุตรสาว
ไม่มีคำตำหนิ ไม่มีคำต่อว่า มีแต่ความปวดใจและรู้สึกผิด
หากตอนนั้นไม่ได้ถูกสลับตัวไปผิดบ้าน ลูกสาวของเขาก็คงไม่ต้องแบกรับเรื่องเหล่านี้
ในสายตาของเขา จู้สือยวนเป็นเพียงเด็กอายุยังไม่ถึงสิบเจ็ดปี และยังเป็นเยาวชนที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย
แต่ตอนนี้ เธอต้องปกป้องครอบครัวโดยไม่คำนึงถึงอันตราย อนาคตยังต้องปกป้องทุกคนอีกด้วย
เขาฟังไม่เข้าใจเรื่องสำนักเร้นลับอะไรนั่น ยิ่งไม่เข้าใจเรื่องวิญญาณร้ายอะไรนั้น
เขารู้เพียงแต่ว่าต่อแต่นี้ไป ลูกสาวของเขา อาจต้องเวียนว่ายอยู่บนเส้นแบ่งความเป็นความตายไปชั่วชีวิต
คุณพ่อผู้ชราร้องไห้ จู้สือยวนกลับกลายเป็นคนที่ตื่นตระหนกที่สุดเสียเอง
