“พวกคุณพูดแบบนี้ส่งเดชไม่ได้นะ!”
สีหน้าของเจ้าหน้าที่สำนักงานไปรษณีย์พลันเคร่งขรึมลง “พวกเราทำงานอย่างโปร่งใสมาโดยตลอด เงินโอนทุกยอดมีบันทึกไว้ จะยักยอกทรัพย์สินของคนอื่นได้อย่างไร?”
ถ้าข้อหานี้ถูกโยนมาให้ ต่อไปชาวบ้านคนไหนยังจะกล้ามาโอนเงินที่ไปรษณีย์อีก?!
ถ้าเรื่องนี้ตรวจสอบไม่ชัดเจน งานของเขาคงพังพินาศแน่!
เจ้าหน้าที่ตำรวจสีหน้าเคร่งเครียด สายตาจับจ้องฉินจิ่งเหิง น้ำเสียงเข้มงวด “หนูน้อย การแจ้งความเท็จไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ นะ พูดโกหกส่งเดชแบบนี้ต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย”
เซี่ยจือเหนียนฟังคำพูดของพวกเขาไม่เข้าใจ เห็นเพียงสีหน้าของทุกคนดูไม่ดี เธอจึงกางแขนออกโดยไม่รู้ตัว บังฉินจิ่งเหิงไว้ด้านหลัง พลางมองทุกคนอย่างระแวดระวัง
เมื่อก่อนเธอก็เคยยืนบังอยู่ตรงหน้าเขาแบบนี้เช่นกัน
ฉินจิ่งเหิงเอื้อมมือไปกุมมือเย็นเฉียบของเซี่ยจือเหนียนไว้ เป็นการปลอบโยนเธอโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด
เขาเงยหน้าขึ้น สบสายตาคมกริบของเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างไม่หลบเลี่ยง “เรื่องจริงหรือโกหก แค่ตรวจบัญชีก็รู้แล้วครับ”
“คงไม่ปล่อยให้พวกเราต้องกล้ำกลืนความเสียเปรียบไปเฉย ๆ หรอกนะครับ”
ฉินซวงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ตกใจจนมือเท้าอ่อนแรงไปนานแล้ว เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ไม่กล้ารอช้า รีบหยิบบัญชีออกมาตรวจสอบทันที
ครู่ต่อมา เขาก็หันไปพูดกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ “สหาย ตรวจสอบชัดเจนแล้วครับ”
“เมื่อ 2 ปีก่อน เงินที่ฉินเจิงส่งมาให้ทุกเดือนเพิ่มขึ้นเป็น 40 หยวนจริง แต่เงินทุกยอดถูกเบิกไปโดยใช้ทะเบียนบ้านของเซี่ยจือเหนียน มีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร ทางไปรษณีย์ของเราไม่เคยแตะต้องเงินแม้แต่หยวนเดียวแน่นอนครับ!”
พอสิ้นเสียง สายตาของทุกคนก็หันกลับไปจับจ้องฉินซวงอีกครั้ง
“ที่แท้ก็เป็นเรื่องจริง! นั่นมัน 10 หยวนเชียวนะ! เท่ากับหนึ่งในสามของค่าแรงคนงานเลย กินเนื้อตุ๋นได้ตั้งเท่าไร!”
“รู้หน้าไม่รู้ใจแท้ ๆ ยังอุตส่าห์พูดว่าเป็นญาติของตัวเองอีก ฉันว่าเห็นเขาสติไม่ค่อยดี ก็เลยฉวยโอกาสเอาผลประโยชน์ไปมากกว่าเดิมน่ะสิ”
ทุกคนสังเกตเห็นความผิดปกติของเซี่ยจือเหนียนแล้วเช่นกัน สายตาที่มองเธอจึงเปี่ยมไปด้วยความสงสารมากขึ้น
เจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นายก้าวเข้ามา จับตัวฉินซวงไว้ทันที
ร่างของฉินซวงสั่นสะท้าน ริมฝีปากสั่นระริก พยายามแก้ตัว “ไม่ใช่ฉัน… ไม่ใช่ฉันจริง ๆ…”
“ใช่หรือไม่ใช่ ไปกับพวกเราก่อนเถอะ”
จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจก็มองเซี่ยจือเหนียนที่เหม่อลอย กับฉินจิ่งเหิงที่มีสีหน้าสงบนิ่ง ก่อนจะถอนใจด้วยความเสียดายอยู่ในใจ ผู้หญิงสวยขนาดนี้ ทำไมถึงกลายเป็นคนสติไม่ดีไปได้กันนะ?
เขาหันไปพูดกับฉินจิ่งเหิง “เรื่องนี้เกี่ยวพันไม่น้อย พวกคุณกลับไปที่สถานีตำรวจด้วยกัน เพื่อให้ความร่วมมือในการสอบสวน”
พอเซี่ยจือเหนียนได้ยินว่ายังต้องไปสถานีตำรวจ นิ้วมือก็ยิ่งกำฉินจิ่งเหิงแน่น น้ำตาแทบจะไหลออกมาด้วยความร้อนใจ
เธอพึมพำว่ามีอันตราย แล้วกอดฉินจิ่งเหิงตัวน้อยไว้ในอ้อมแขน
ฉินจิ่งเหิงรู้ว่าเธอนึกถึงเรื่องก่อนจะถูกส่งไปชนบท จึงเอียงศีรษะพูดปลอบเสียงเบา “อย่ากลัวนะ มีผมอยู่”
“แค่ไปชี้แจงเรื่องราว เดี๋ยวก็ไม่เป็นไรแล้ว”
ทั้งสองเดินตามเจ้าหน้าที่ตำรวจไปยังสถานีตำรวจ
ฉินซวงมีชนักติดหลังอยู่แล้ว ยังไม่ทันที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะสอบปากคำ กำแพงในใจของเธอก็พังทลายลงเสียก่อน เธอสารภาพทุกอย่างออกมาตามความจริง
ข่าวแพร่ไปถึงบ้านฉินอย่างรวดเร็ว
ระหว่างทาง
แม่ฉินหน้าบึ้งตึง ด่าหวังซานเฟิงว่า “รู้อยู่แล้วว่าครอบครัวพวกแกไม่มีใครเป็นคนดี คิดไม่ถึงว่าจะหน้าด้านถึงขนาดนี้! ถึงกับหักเบี้ยหวัด คนทั้งบ้านมีแต่พวกใจดำไร้ยางอาย!”
หวังซานเฟิงเองก็ไม่ใช่คนยอมใคร เธอขึ้นเสียงเถียงกลับทันที “จะพูดแบบนั้นไม่ได้! จือเหนียนสติไม่ดี เงินอยู่ในมือเธอก็มีแต่จะเสียเปล่า ซวงเอ๋อร์ช่วยดูแลไว้แล้วมันผิดตรงไหน?”
“อีกอย่าง เงินแค่นิดเดียว พวกเราก็เป็นญาติกันทั้งนั้น จำเป็นต้องลากกันไปถึงสถานีตำรวจด้วยหรือไง?!”
“ถ้าฉินซวงเป็นอะไรไป ฉันสู้ตายกับแกแน่!”
แม่ฉินเท้าเอว ดวงตาดุดันถลึงมอง “อะไรที่เรียกว่าเงินแค่นิดเดียว? นั่นเป็นเงินที่ฉินเจิงเอาชีวิตไปแลกมาในกองทัพ! เขาเก็บไว้ให้ภรรยากับลูกต่างหาก”
“ฉินซวงบ้านแกมือไม่สะอาด ทำเรื่องผิดแล้วยังคิดจะโยนความผิดให้คนอื่นอีก ถุย!”
“คนในครอบครัวแบ่งเงินกันบ้างแล้วมันผิดตรงไหน? ซวงเอ๋อร์แค่ช่วยเก็บไว้ให้เธอเท่านั้น จะเรียกว่าขโมยได้ยังไง!” หวังซานเฟิงเถียงไม่เลิก ทะเลาะกับแม่ฉินอยู่ตรงนั้น
ทั้งสองคนยิ่งเถียงก็ยิ่งเดือดดาล สุดท้ายถึงขั้นลงไม้ลงมือกัน
ทั้งคู่ตบตีกันมาตลอดทางจนถึงสถานีตำรวจ
เจ้าหน้าที่ตำรวจเห็นภาพชุลมุนตรงหน้า ก็ตะโกนดุดันเสียงดัง “หยุด! ที่นี่คือสถานีตำรวจ ไม่ใช่ตลาดสดที่จะมาอาละวาดกันได้!”
เสียงตวาดดังกึกก้องราวกับฟ้าผ่า
แม่ฉินไม่มีเวลามัวทะเลาะกับหวังซานเฟิงอีก เธอเดินไปหาเซี่ยจือเหนียน มองสำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างละเอียด “เจ็บตรงไหนหรือเปล่า?!”
เซี่ยจือเหนียนส่ายหน้า “แม่คะ หนูไม่เป็นไร”
“คุณย่า หนูก็ไม่เป็นไรค่ะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น แม่ฉินก็ถอนหายใจโล่งอกเฮือกใหญ่
หวังซานเฟิงที่อยู่ข้าง ๆ ก้าวเข้าไปคว้าแขนเจ้าหน้าที่ตำรวจ สีหน้าเต็มไปด้วยความประจบประแจงปนลนลาน เอ่ยถามไม่หยุด “สหายตำรวจ! ลูกสาวฉันอยู่ไหนคะ? ตอนนี้เป็นยังไงบ้าง?”
เจ้าหน้าที่ตำรวจตอบเสียงเย็นชา “ฉินซวงสารภาพเรื่องทั้งหมดแล้ว ทั้งยักยอกเบี้ยหวัดและยึดครองสิ่งของที่ส่งมาให้ คดีนี้ร้ายแรง ต้องส่งไปใช้แรงงานที่ฟาร์มทางตะวันตกเฉียงเหนือ”
“ใช้แรงงานงั้นหรือ?!”
คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางกระหม่อมของหวังซานเฟิง ราวกับฟ้าถล่มลงมาตรงหน้า มือเท้าอ่อนแรง “สหายตำรวจคะ! พวกเราเป็นญาติกันจริง ๆ นะคะ ตัวอักษรฉินเขียนยังไงก็มีแค่ตัวเดียว จะเรียกว่าขโมยได้ยังไง?”
“แค่ยืมเงินกันชั่วคราวในหมู่ญาติพี่น้องเอง! ซวงเอ๋อร์ของฉันยังอายุเท่าไรเอง ถ้าถูกส่งไปใช้แรงงาน ชีวิตนี้ก็พังหมดสิ!”
เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่แม้แต่จะเหลือบตามอง
“ถ้าไม่เห็นแก่ที่พวกคุณยังมีสายสัมพันธ์ทางเครือญาติกัน แค่ข้อหายึดครองทรัพย์สินของครอบครัวทหาร ก็เพียงพอให้ถูกประหารตามกฎแล้ว!”
“ทหารปกป้องบ้านเมืองอยู่ข้างนอก แต่เบี้ยหวัดกลับถูกหักอย่างลับ ๆ ถ้ามีการยื่นฟ้องขึ้นมา คนทั้งบ้านของพวกคุณไม่มีใครรับผลที่ตามมาไหว!”
หวังซานเฟิงทรุดฮวบลงนั่งกับพื้นดังตุบ
เธอแผดเสียงร้อง “ก็แค่เงินก้อนเดียวไม่ใช่หรือไง พวกเราคืนให้!”
“พวกเราคืนให้แล้วไม่ได้หรือไง?”
เจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดบัญชีออก พลางพูดทีละคำ “แค่เงินสดที่ฉินเจิงส่งกลับมาตลอดหลายปี รวมแล้วก็ 1,000 หยวน ยังมีคูปองหายากกับนมผงและสิ่งของหายากอื่น ๆ อีก มูลค่ารวมกันเกือบ 2,000 หยวน”
2,000 หยวน!
เสียงร้องไห้ของหวังซานเฟิงพลันสะดุดค้างอยู่ในลำคอ
มิน่าล่ะ ช่วง 2 ปีก่อนฉินซวงถึงใช้เงินมือเติบขึ้นมา จนบางครั้งยังแบ่งเงินให้ทางบ้านด้วย ต่อมายังได้งานที่ร้านขายของค้างสิ่งอีก
ที่แท้เงินพวกนั้นก็มาจากทางนี้…
แม่ฉินได้ยินจำนวนเงินแล้ว โทสะก็พุ่งขึ้นจุกอก
เธออดกลั้นต่อไปไม่ไหว พุ่งไปหาฉินซวงไม่กี่ก้าว ก่อนจะเงื้อมมือตบหน้าเธออย่างแรง
“แกมันคนเนรคุณ! เงินนั่นเป็นเงินที่ลูกชายฉันเอาชีวิตไปแลกมา แต่แกกลับเอาเงินของเขาไปกินดีอยู่ดี!”
“บ้านฉันปฏิบัติต่อแกไม่ดีตรงไหน? แกถึงได้ทำเรื่องแบบนี้ออกมา!” ถึงเธอจะเข้ากับหวังซานเฟิงไม่ได้ แต่กับเด็ก ๆ หลายคน เธอก็ไม่เคยมีอะไรให้ตำหนิ
หลังจากฉินเจิงไปเป็นทหาร แม่ฉินก็ยิ่งดูแลเด็ก ๆ เหล่านี้ราวกับเป็นลูกของตัวเอง
“ทุกปีที่ฉินเจิงกลับมา เขาก็ซื้อของขวัญให้พวกแก ตอนแกแต่งงาน เขายังซื้อจักรเย็บผ้าเป็นสินเดิมให้ด้วย! แต่แกกลับทำกับเขาแบบนี้ แกมันเลวยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน!”
“เลี้ยงหมาสักตัวยังรู้จักกระดิกหางให้ฉันเลย!”
ฉินซวงถูกตบจนแก้มบวมแดง ยกมือกุมหน้า ร้องไห้สะอึกสะอื้น
หวังซานเฟิงเดือดดาลขึ้นมาทันที “แกมีสิทธิ์อะไรมาตบคน! ต่อให้ลูกสาวฉันเอาเงินไป ก็ไม่ใช่หน้าที่แกที่จะมาสั่งสอน!”
แม่ฉินตบหน้าเธอฉาดหนึ่ง “ดีเลย พอดีฉันก็จะคิดบัญชีกับแกเหมือนกัน”
“ฉินซวงกล้าทำเรื่องน่าอับอายแบบนี้ ก็เพราะมีแม่อย่างแกนั่นแหละ!”
หวังซานเฟิงถูกตบจนมึนงง “แกกล้าตบฉันเหรอ ฉันสู้กับแกแน่!”
หวังซานเฟิงพุ่งเข้ามา แม่ฉินคว้าผมเธอไว้ทันที แล้วตบซ้ำไปอีกฉาด!
หวังซานเฟิงโดนตบไปหลายครั้ง เห็นว่าตัวเองสู้ไม่ไหว จึงร้องไห้โวยวาย “มีคนทำร้ายกัน! มีคนทำร้ายกันในสถานีตำรวจ!”
เจ้าหน้าที่ตำรวจเห็นความวุ่นวายนี้แล้วจึงตะโกนห้าม สถานการณ์ถึงค่อยสงบลงได้
ฉินจิ่งเหิงเห็นแม่ฉินมีท่าทีองอาจดุดัน ก็พยักหน้าหงึก ๆ อย่างพอใจ
ฉินโส่วกั๋วกับฉินโส่วเย่ สองพี่น้องได้ยินว่าเกิดเรื่องขึ้น ก็รีบเร่งมาทันที
ฉินโส่วเย่หยิบกระดาษมวนยาสูบออกมามวน คาบไว้ในปากแล้วจุดไฟ สูบไปสองสามทีจนควันสีขาวข้นลอยคลุ้ง จากนั้นก็หันไปมองฉินโส่วกั๋ว พี่ชายคนโตที่อยู่ข้าง ๆ
“พี่ใหญ่ ระหว่างทางผมสืบเรื่องราวจนรู้หมดแล้ว”
“เงินเราต้องคืนให้ครบทุกหยวนแน่นอน แต่ซวงเอ๋อร์เป็นลูกสาวแท้ ๆ ของผม จะปล่อยให้ถูกส่งไปใช้แรงงานที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือจริง ๆ ไม่ได้ เรื่องนี้เราปิดประตูคุยกัน แล้วจัดการกันเป็นการส่วนตัวเถอะ”
ฉินโส่วกั๋วลอบถอนหายใจ น้องชายคนนี้ของเขาซื่อสัตย์และทำตัวเรียบง่ายแท้ ๆ แต่ดันแต่งกับหวังซานเฟิง ผู้หญิงที่คอยก่อเรื่องวุ่นวายเข้าบ้าน!
เธอยุยงให้คนทะเลาะกันอยู่ตลอด หลายปีมานี้ความผูกพันระหว่างพี่น้องที่สะสมไว้ก็ถูกทำลายจนแทบไม่เหลือแล้ว
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ พยักหน้า
หวังซานเฟิงที่เพิ่งหยุดร้องไห้โวยวายได้ไม่นาน พอได้ยินว่าต้องเขียนหนังสือรับสภาพหนี้เป็นลายลักษณ์อักษร ก็อาละวาดขึ้นมาอีกทันที
“ให้เขียนหนังสือรับสภาพหนี้? ไม่มีทาง! ซวงเอ๋อร์จะถูกส่งไปใช้แรงงานอยู่แล้ว ทำไมฉันต้องคืนเงินด้วย!”
ฉินโส่วเย่มองเธอที่เอาแต่ก่อเรื่องวุ่นวาย ก่อนจะกระแทกกล้องยาสูบลงบนขั้นบันไดหินอย่างแรง แล้วตวาดดุ “แกจะก่อเรื่องไปถึงเมื่อไร? ไม่รู้จักอายบ้างหรือไง?”
“เรื่องแต่งงานของเฟิงเอ๋อร์กำลังเข้าตาจน ถ้าแกอยากก่อเรื่องก็ทำต่อไปเลย!” บ้านเขาเกิดเรื่องน่าอับอายแบบนี้ขึ้น ใครจะกล้าแต่งเข้าบ้านอีก?
หวังซานเฟิงถูกเสียงตวาดทำให้ชะงัก แต่พอนึกถึงเงินจำนวนมาก เธอก็ยังนั่งลงบนพื้นแล้วเตะขาอาละวาด “ซวงเอ๋อร์ผู้น่าสงสารของฉัน พวกคนไร้หัวใจพวกนี้ เพื่อเงินถึงกับจะส่งหลานสาวแท้ ๆ ไปใช้แรงงาน ยังมีความยุติธรรมอยู่หรือเปล่า!”
ฉินโส่วเย่คร้านจะต่อปากต่อคำกับเธออีก เขาเขียนหนังสือรับสภาพหนี้ ประทับรอยนิ้วมือ แล้วดึงหวังซานเฟิงออกไปด้วยสีหน้าบึ้งตึง
แม่ฉินยืนอยู่กับที่ ใบหน้ามืดครึ้ม ในอกอัดแน่นด้วยความโกรธ
ถ้าฉินโส่วเย่ยังไม่รู้จักแยกแยะเรื่องถูกผิด วันนี้เรื่องนี้คงไม่มีทางจบลงง่าย ๆ แบบนี้แน่
