นางเห็นสตรีวัยสาวผู้หนึ่งกำลังเข็นรถเข็นมายังท้ายรถบรรทุกสินค้าเพื่อรอขนของลง
ดูท่าว่าที่นี่รับกรรมกรไม่แบ่งชายหญิง หากนางผู้นั้นทำได้ นางก็ย่อมทำได้
เด็กบ้านนอกนั้นไม่มีอะไรอื่น นอกจากแรงกำลังที่มีอยู่เต็มตัว
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว โจวตู้เจวียนก็รวบรวมความกล้า ค่อย ๆ เคลื่อนเข้าไปใกล้หมายจะเข้าไปดูให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
พอดีถึงคิวของสตรีวัยสาวผู้นั้น
ชายผู้ขนของลงจากท้ายรถบรรทุกเอ่ยหยอกล้อพร้อมรอยยิ้มว่า “เสี่ยวโจวเอ๋ย เจ้ามาอีกแล้วหรือ ข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือว่างานนี้ไม่เหมาะกับเจ้า เด็กสาวตัวเล็ก ๆ ทำงานอะไรก็ดีกว่ามาทำงานออกแรงเช่นนี้ไม่ดีกว่าหรือ”
สตรีวัยสาวไม่โกรธโทโส น้ำเสียงสดใสดังชัดเจนว่า “งานนี้ใครจะหาเลี้ยงชีพได้ก็เป็นของผู้นั้น หาเกี่ยวกับชายหญิงไม่ เชิญขนของลงมาเถิด ให้ได้มากเท่า ๆ กับผู้อื่นก็พอ”
“โอ้โฮ เสี่ยวโจวพูดจากล้าหาญชาญชัยยิ่งนัก”
ชายผู้นั้นกล่าวพลางมองโจวหน่วนอวี้พลางยื่นมือไปข้างหลังเพื่อยกกระบุงโดยไม่ได้เหลียวหลังกลับมามอง
ทันใดนั้น กระบุงที่วางซ้อนอยู่บนสุดหลายใบก็พังครืนลงมาเนื่องจากข้างล่างถูกดึงออกจนว่าง
ชายอีกข้างหนึ่งกำลังยกกระบุงอยู่เช่นกัน สตรีวัยสาวกำลังรับกระบุงจากเขา
ไม่ทันที่จะตั้งตัวได้ เหลือบเห็นกระบุงที่เต็มไปด้วยผักกาดขาวใบหนึ่งซัดตรงศีรษะของนางลงมา
ได้ยินเพียงเสียงหนึ่งร้องว่า “ระวัง!”
ร่างหนึ่งพุ่งออกมาจากทางเฉียง ฟาดกระบุงใบนั้นให้เบี่ยงไป
กระบุงที่ควรกระแทกถูกศีรษะของสตรีวัยสาวนั้นเปลี่ยนทิศทางไปกระแทกถูกหัวไหล่ของผู้ที่พุ่งเข้ามาแทน
สุภาพสตรีวัยสาวที่เกือบถูกกระแทก ผู้นั้นก็คือโจวหน่วนอวี้ นางนิ่งงันไปหลายวินาทีกว่าจะได้สติ
นางก้าวเข้าไปตรวจดูผู้ที่ช่วยปัดป้องกระบุงให้อย่างเร่งด่วน ผู้นั้นก็เป็นสาวร่างบางผู้หนึ่ง แต่งกายค่อนข้างแปลก ดูผอมบางกว่านางด้วยซ้ำ “เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่ กระแทกถูกหัวไหล่เจ้าหรือไม่ ดูเร็วเข้า”
โจวตู้เจวียนเห็นนางหมายจะเปิดเสื้อที่หัวไหล่ตนดู ก็พลันถอยหลังกรูดไปหลายก้าว โบกมือรัว ๆ ว่า “อย่า ๆ ๆ ข้าดูเองก็พอ”
ถูกต้องแล้ว ผู้ที่เพิ่งพุ่งออกมาฟาดกระบุงให้เบี่ยงไปก็คือโจวตู้เจวียนนั่นเอง
นางเฝ้าสังเกตอย่างตั้งอกตั้งใจอยู่ด้านข้างตลอดเวลา จึงล่วงรู้ถึงอันตรายก่อนใคร
แทบจะเป็นปฏิกิริยาตอบสนองตามสัญชาตญาณ นางจึงพุ่งออกไป
โจวตู้เจวียนขยับหัวไหล่ที่ถูกกระแทกดู โชคดีที่แค่ถากไปเล็กน้อย ขยับได้คล่องแคล่ว ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด เพียงบาดเจ็บจนเจ็บแสบนิด ๆ ที่หัวไหล่เล็กน้อยเท่านั้น
เมื่อเผชิญหน้ากับความเป็นห่วงของโจวหน่วนอวี้ นางจึงขยับหัวไหล่ให้ดูพลางกล่าวว่า “ไม่เป็นไร ๆ ดูสิไม่มีสิ่งใดเลยสักนิด”
หัวใจที่แขวนไว้ของโจวหน่วนอวี้วางลงได้ในที่สุด นางตบอกด้วยความหวาดกลัวว่า “ตกใจแทบตาย กระบุงใบหนึ่งหนักสี่ห้าสิบชั่ง หากถูกศีรษะข้า ข้าเกรงว่าถ้าไม่ตายก็คงเป็นอัมพาต โชคดีที่เจ้าช่วยข้าไว้
ไม่เช่นนั้นหากข้ายังเกิดเรื่องอีก ใครจะดูแลแม่ของข้าเล่า…”
เพียงแค่คิดก็หวาดกลัวจนเหงื่อเย็นผุดพราย
โจวหน่วนอวี้ไม่กลัวตาย กลัวเพียงว่านางตายแล้ว แม่ของนางที่ป่วยด้วยโรคปัสสาวะเป็นพิษระยะสุดท้ายจะไร้ผู้ดูแล
โจวตู้เจวียนมองโจวหน่วนอวี้อย่างพินิจพิเคราะห์ ไม่คาดว่าอีกฝ่ายจะเหมือนกับตนที่ไม่อาจเกิดเรื่องได้ก็เพื่อครอบครัว…
พี่ชายผู้ก่อเหตุจากการขนของลงรีบกระโดดลงจากท้ายรถบรรทุก หัวหน้ากรรมกรผู้รับผิดชอบข้าง ๆ ก็วิ่งถลาเข้ามา
เหตุการณ์เมื่อครู่นี้ทำให้พวกเขาทั้งหมดผวาจนใจหายใจคว่ำ
หากเกิดเรื่องขึ้นจริง ๆ พวกเขาไม่เพียงหาเงินไม่ได้ ยังต้องชดใช้เงินจำนวนมหาศาล
หัวหน้ากรรมกรร่ายคำด่าพี่ชายผู้ขนของลงอย่างไม่ไว้หน้าว่า “เจ้ามีวิธีขนของลงเช่นนี้หรือ ก่อนหน้านี้ไม่มีประสบการณ์ขนของลงหรือ มิได้ฝึกฝนมาก่อนหรือไร”
“เรื่องความปลอดภัยไม่มีเรื่องเล็ก หากเกิดเรื่องขึ้นจริง ๆ เจ้ารับผิดชอบไหวหรือ”
พี่ชายผู้ขนของลงก็หวาดกลัวยิ่งนัก เอ่ยปากขอโทษไม่หยุด ขออภัยต่อหัวหน้ากรรมกร แล้วยิ่งขออภัยต่อโจวหน่วนอวี้
โจวหน่วนอวี้ทำหน้าเคร่งขรึมกล่าวว่า “บัดนี้ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บมิใช่ข้า แต่เป็นพี่สาวผู้น้ำใจงามข้างกายข้านี้ เรื่องการชดใช้เยียวยาเช่นไร พวกเจ้าจงไปพูดกับพี่สาวข้างกายข้าผู้นี้เถิด”
เรื่องเช่นนี้ย่อมไม่อาจพูดจาดี ๆ ให้แล้วกันไปได้
โจวตู้เจวียนไม่คาดคิดว่าจะได้รับค่าชดเชยด้วย นางเพิ่งจะเอ่ยปาก โจวหน่วนอวี้ก็ดึงนางไว้แล้วส่งสัญญาณด้วยสายตา
นางก็เข้าใจแล้ว จึงยืนอยู่ด้านหลังโจวหน่วนอวี้ เงียบไม่พูดจา
เมื่อไม่รู้จะกล่าวอันใด ก็จงอย่าพูดอันใดเลย นี่เป็นสิ่งที่แน่นอนที่สุด
ในที่สุดหัวหน้ากรรมกรก็พาโจวตู้เจวียนและอีกคนไปยังห้องพักด้านข้าง แล้วลากพี่ชายผู้ขนของลงมาเจรจา
ผลลัพธ์คือชดใช้ให้ทั้งสองคนแปดร้อยหยวน มอบผักกาดขาวให้สองกระบุง และยังคงจ่ายค่าแรงวันนี้หนึ่งร้อยห้าสิบหยวนให้แก่โจวหน่วนอวี้ตามปรกติ
โจวตู้เจวียนไม่รู้ว่าแปดร้อยหยวนของที่นี่นั้นมากน้อยเพียงใด อย่างไรก็ตามเมื่อโจวหน่วนอวี้พยักหน้าเห็นชอบ นางก็พยักหน้าตาม
ในสถานการณ์ที่มิได้เกิดเรื่องร้ายแรงจริง ๆ นี่นับว่าเป็นผลลัพธ์การชดใช้ที่มีความจริงใจยิ่งแล้ว
โจวหน่วนอวี้ดึงโจวตู้เจวียนออกจากเขตขนของลงนี้ ไปยังที่เงียบสงัดไร้ผู้คน แล้วยื่นเงินในมือแปดร้อยหยวนยัดใส่นางทั้งหมด
โจวหน่วนอวี้กล่าวว่า “เงินค่าชดเชยเหล่านี้เจ้าจงเก็บไว้ หากวันนี้เจ้ามิได้ช่วยข้าไว้ ยามนี้ข้าคงนอนอยู่ในโรงพยาบาลแล้ว นับว่าเป็นพระคุณยิ่งนักที่เจ้าช่วยข้า ยังทำให้หัวไหล่เจ้าถูกกระแทกร่วมทุกข์ไปด้วย”
โจวตู้เจวียนรู้จักกระดาษสีแดงนี้ นางเคยเห็นคนแก่ซื้อเนื้อ จ่ายก็กระดาษสีแดงนี้แหละ
นี่คือเงินของที่นี่
โจวตู้เจวียนโบกมือรัว ๆ ว่า “จะให้ข้าทั้งหมดมิได้ นี่เป็นของชดเชยแก่เราทั้งสองคน”
โจวหน่วนอวี้ยัดเยียดเงินใส่ในมือของโจวตู้เจวียนอย่างแข็งขันว่า “นี่คือของชดเชยแก่เราทั้งสองคน แต่ส่วนของข้านั้นข้าใช้เพื่อขอบคุณเจ้า ก็สมเหตุสมผลดีมิใช่หรือ”
โจวตู้เจวียนเห็นอีกฝ่ายขอบคุณจากใจจริง ในที่สุดก็ไม่ปฏิเสธอีก รับเอาไว้ “เช่นนั้น… ข้าก็รับไว้แล้ว ขอบใจเจ้า”
โจวหน่วนอวี้หัวเราะ “ข้าต่างหากที่ควรขอบคุณเจ้า ไฉนกลับกลายเป็นเจ้ามาขอบใจข้าเล่า”
นางหัวเราะไปหัวเราะ รอยยิ้มก็ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นแฝงความขมขื่น ระบายยิ้มอย่างขื่นขมเอ่ยว่า “เจ้าไม่รู้สภาพบ้านข้า มารดาของข้าแต่ก่อนตรากตรำเลี้ยงดูข้า จนร่างกายทรุดโทรม เป็นโรคปัสสาวะเป็นพิษ
แต่ละสัปดาห์ต้องไปโรงพยาบาลเพื่อฟอกเลือด หากข้าเกิดเรื่องขึ้นมาจริงก็ไม่มีใครดูแลนาง คงทำให้นางร้อนใจแทบแย่ ข้าย่อมไม่อาจเป็นอันใดได้ ดังนั้นข้าจึงรู้สึกขอบคุณเจ้าเป็นพิเศษ”
โรงพยาบาล? เป็นสถานที่คล้ายกับโรงหมอหรือไม่?
โรคปัสสาวะเป็นพิษคือโรคที่ในปัสสาวะล้วนมีพิษใช่หรือไม่? ฟอกเลือดเล่าหมายความว่าอันใด?
โจวตู้เจวียนฟังไม่เข้าใจหลายส่วน แต่นางเดาใจความได้โดยคร่าว กล่าวคือมารดาของนางล้มป่วยหนัก ต้องไปโรงพยาบาลสม่ำเสมอ ข้างกายขาดคนดูแลมิได้
ดูท่าที่นี่แม้จะเจริญรุ่งเรือง แต่ผู้คนที่นี่ก็เป็นคนธรรมดาทั่วไป ทุกบ้านย่อมมีคัมภีร์ยากจะท่องของตน
นางปลอบโยนอย่างจริงใจว่า “ไม่เป็นไร ขอเพียงยังมีชีวิตอยู่จงมุ่งมั่นพยายามเข้า ทุกสิ่งจะดีขึ้น มารดาของเจ้า… มารดาของเจ้าก็จะหายดีขึ้นแน่นอน นางต้องภาคภูมิใจยิ่งนักที่มีบุตรสาวเก่งกาจเช่นเจ้า”
“ฟู่” เสียงหัวเราะดัง โจวหน่วนอวี้ได้รับกำลังใจอันอบอุ่น นางหัวเราะกล่าวว่า “ข้าเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้วมาตลาดผักหางานกรรมกรทำ คนอื่นล้วนหัวเราะเยาะว่าข้าไร้อนาคต มีเจ้านี่แหละที่ชมว่าข้าเก่งกาจคนแรก”
โจวตู้เจวียนกลับกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า “เจ้าสามารถทำงานเป็นกรรมกรท่ามกลางหมู่บุรุษ หาเงินได้เท่าบุรุษ มิใช่เก่งกาจแล้วคืออันใดเล่า ข้าเองก็คิดอยากจะเก่งกาจหาเงินได้เยี่ยงเจ้าบ้าง”