นางปรากฏตัวขึ้น โจวจงซิ่นก็เดินเข้ามาหาทันที เอ่ยถามว่า “วันนี้เหตุใดจึงกลับช้านัก หรือเกิดเรื่องใดขึ้นที่ฝั่งนั้น”
หวังอิงเองก็เอ่ยแทรกด้วยความร้อนใจว่า “ใช่แล้ว หากฝั่งนั้นอันตรายเกินไป ก็อย่าได้ข้ามไปอีกเลย ครอบครัวเรามิได้ขาดแคลนสิ่งของพวกนี้สักหน่อย!”
โจวตู้เจวียนโบกมือ “มิใช่เช่นนั้น ไม่มีอันตรายใด ๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่วันนี้เพื่อขายของ จึงวิ่งไปหลายที่มากขึ้น กลับมาจึงช้า
ทางบ้านเก่าคงรอจนร้อนใจแล้วกระมัง วันนี้ข้าซื้อข้าวสารมาห้าร้อยชั่งคราวเดียว ท่านแม่เก็บไว้เถิด ภายหน้าก็เอาข้าวสารพวกนี้ไปแลกโดยตรง หากไม่พอข้าค่อยไปซื้อเพิ่ม เช่นนี้ก็ไม่ต้องรอข้ากลับมาทุกวันแล้ว”
โจวตู้เจวียนกล่าวพลางชี้ไปทางหน้าโรงครัว กระสอบข้าวสารหนักร้อยชั่งห้าใบก็ปรากฏวางเรียงรายอยู่บนพื้นอย่างเป็นระเบียบ
โจวจงซิ่นรีบลากโจวต้าอวี่เข้ามาช่วยกันแบ่ง ชั่งส่วนที่จะต้องนำไปแลกให้บ้านเก่าวันนี้ แบ่งใส่ลงในสามตะกร้า
เวลาเดียวกันนั้น โจวตู้เจวียนก็ยกน้ำชานม หมูสามชั้น และขนมที่ซื้อมาในวันนี้ออกมา วางโชว์ให้หวังอิงดูทีละอย่าง
“ท่านแม่ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นของที่ข้าเคยลิ้มลองแล้วว่าอร่อย ท่านเก็บไว้ให้ดีเถิด น้ำชานมพวกนี้รินออกมาสักห้าถ้วยใส่กาแล้วส่งไปให้ทางบ้านเก่าได้ลิ้มลอง อร่อยนัก! อร่อยอย่างยิ่ง!”
โจวตู้เจวียนเริ่มติดเป็นนิสัย ทุกครั้งที่กลับถึงบ้านก็จะยื่นของต่าง ๆ ให้หวังอิง
มารดาของนางเป็นยอดฝีมือในการจัดการบ้านเรือน แถมความจำยังดีเป็นเลิศ สิ่งของอะไรก็จัดวางได้เรียบร้อยเป็นระเบียบ ครั้นมอบให้นางจัดการแล้ว นางก็ไม่ต้องใส่ใจอะไรอีก มารดาจะจัดการให้เรียบร้อยเอง
หวังอิงเห็นว่าในฤดูวสันต์ที่ยังหนาวเย็นเช่นนี้ โจวตู้เจวียนกลับมีเหงื่อบาง ๆ ซับอยู่บนหน้าผาก ยิ่งคิดว่าบุตรสาวต้องวิ่งวุ่นอยู่ฝั่งนั้นเพียงลำพังก็ปวดใจอย่างยิ่ง
