"ผัวะ——!"
เสียงฟาดหัวดังสนั่นไปทั่วทั้งเรือน
หวังอิง หรือแม่บังเกิดเกล้าของโจวตู้เจวียนและโจวต้าอวี่ตะโกนลั่นด้วยน้ำเสียงปราดเปรียว "ร้องตะโกนอะไรกัน ข้าว่าศีรษะเจ้าสิถึงจะถูกไข้เผาจนหลงใหล เอะอะมะเทิ่งทั้งวัน ทั้งที่อายุสิบสามแล้ว แต่ก็ยังไร้ความหนักแน่น!"
จากนั้นหวังอิงก็หันไปกล่าวอย่างสุภาพว่า "ท่านหมอ คนไข้อยู่ข้างในนี้ บุตรสาวข้าตกน้ำแล้วก็เป็นไข้หวัด ตัวร้อนอยู่นานถึงสามวันได้ลองใช้ยาพื้นบ้านไปบ้าง แต่วันนี้ไข้ก็ยังไม่ลดลง เชิญท่านรีบเข้ามาดูให้หน่อยเถิด!"
ทันใดนั้นเอง สตรีมีเนื้อมีหนังแต่ท่วงท่ากระฉับกระเฉงก็ก้าวเท้าปราดเข้ามาจากนอกห้อง มือข้างหนึ่งลากชายชราผอมแห้งแรงน้อยคนหนึ่งตามมาด้วย นั่นคือท่านหมอหลี่ที่เชิญมาจากในเมือง
น้ำเสียงตอนพูดกับชายชรานั้นฟังดูสุภาพ ทว่าอาการไม่อาจเรียกว่าสำรวมได้เลยแม้แต่น้อย ท่านหมอหลี่ที่ถูกลากต้นแขนเข้ามาจวนเจียนจะปลิวขึ้นฟ้าติดมือสตรีผู้นี้ ได้แต่ยึดกระเป๋ายาไว้แน่นไม่ปล่อย
เคราะห์ดีที่ท่านหมอหลี่เป็นคนอารมณ์ดีและพูดคุยเก่ง เกือบถูกดึงจนปลิวเหมือนว่าวแล้วยังไม่มีคำบ่นสักคำ ได้แต่ส่งเสียง "อ้า อ้า อ้า" รับคำพลางมาถึงเตียงนอนก็เริ่มวินิจฉัยอาการให้โจวตู้เจวียนทันที
หวังอิงเมื่อเห็นโจวตู้เจวียนลุกมานั่งได้แล้ว ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกก่อน กล่าวว่า "บุตรสาวดี นั่งนิ่งๆ ก่อน ท่านหมอหลี่จากในเมืองจะได้ตรวจดูให้ละเอียด โอ๊ย เจ้าหมดสติเพราะไข้ไปตั้งสองวัน อย่าให้หลงเหลือโรคภัยอะไรไว้เลย"
ต่อหน้าภาพตรงหน้า ความทรงจำของโจวตู้เจวียนก็ลอยเด่นขึ้นมา
ในฤดูใบไม้ผลิเดือนสองนางอายุสิบห้าปี นางกระโดดลงน้ำเพื่อช่วยลูกพี่ลูกน้องเล็กแห่งบ้านอาสอง เดือนสองวสันตฤดูยังหนาวเหน็บ สายน้ำที่หมู่บ้านหนานหูก็เย็นเยียบเสียดกระดูกยิ่งนัก
หลังจากกลับถึงบ้านนางเปลี่ยนเสื้อผ้าทันกินน้ำขิงอุ่นๆ แต่ก็ยังหนาวสะท้านเป็นไข้ สลบไสลเป็นไข้สูงถึงสามวัน พ่อกับแม่ยืมเกวียนเทียมวัวของบ้านผู้ใหญ่บ้านไปเชิญท่านหมอหลี่มาจากในเมืองมาฝังเข็มและจ่ายยาให้จึงหาย
คาดว่าบัดนี้นางคงหวนคืนชีพกลับมายังเวลานี้ เพียงแต่ครั้งนี้ยังมิทันที่ท่านหมอหลี่จะฝังเข็ม นางก็ฟื้นขึ้นเสียก่อน
ขณะท่านหมอหลี่กำลังวินิจฉัยโรค ก็มีเสียงอันสนั่นของโจวจงซิ่นพ่อของนางลอดแว่วเข้ามาจากนอกประตู
พงศ์พันธุ์ครอบครัวนี้ล้วนมีเสียงสนั่นสืบสันดานมาแต่บรรพ์ เสียงพ่อไม่ให้อภัยแม้แต่แม่ ฤาจะน้อยยิ่งหย่อนกว่ากัน
คนยังไม่ทันเข้ามา แต่เสียงก็สั่นขอบประตูจนโยกคลอน
"แม่หนู จวนเอ๋อร์อาการเป็นอย่างไร ท่านหมอหลี่ปลุกให้ฟื้นหรือยัง?!"
หวังอิงเร่งรุดไปที่ประตู ฟาดมือหนึ่งใส่แผ่นหลังของโจวจงซิ่น "เจี๊ยวจ๊าวอะไร เล็กๆ เสียงสักหน่อย ท่านหมอหลี่กำลังจับชีพจรให้จวนเอ๋อร์ อย่ารบกวนการดูอาการบุตรสาวของท่านหมอ!"
โจวจงซิ่นถูกฟาดแผ่นหลังเสียแทบสำลักลม เอามือลูบหลังพลางลดเสียงลงเล็กน้อย ทำท่าราวกับเป็นโจร "เป็นอย่างไร สถานการณ์เป็นเช่นไร? ข้าเพิ่งไปคืนเกวียนเทียมวัวบ้านผู้ใหญ่บ้าน มาจึงสายไปหน่อย"
อันที่จริงท่านหมอหลี่ก็สะดุ้งเฮือกเพราะเสียงดังสนั่นของโจวจงซิ่นไปดอกหนึ่ง แต่ท่านหมอหลี่ก็เป็นหมอชราผู้มั่นคง มือที่จับชีพจรยังคงนิ่งสนิท
ในที่สุดเมื่อตรวจเสร็จแล้ว ลูบเคราแพะของตนพลางเอ่ยด้วยใบหน้ายิ้มแย้มต่อครอบครัวโจวที่ยืนอยู่เต็มห้องด้วยความกังวลว่า "อย่ากระวนกระวายไปเลย ไม่เป็นอะไรมากแล้ว เป็นพิษลมหนาวล่วงล้ำร่างทำให้เกิดไข้สูง ตอนนี้คนฟื้นแล้ว ไข้ก็ลดแล้ว
อีกสักครู่ข้าจะจ่ายยาตามอาการให้อีกหน่อย ดื่มลงไปแล้วไม่กลับมาร้อนอีกก็เรียบร้อย
เด็กคนนี้ร่างกายพื้นฐานดี ฟื้นตัวได้เร็ว ไม่เป็นไร"
ทุกคนในครอบครัวโจวจึงพากันถอนหายใจอย่างโล่งอก
หวังอิงตบอกตน "ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว"
ขณะพูดก็ตบศีรษะท้ายทอยของโจวต้าอวี่ไปหนึ่งฉาด "ก็เพราะปากเสียของเอ็งนี่เองที่เอาแต่พูดลอยๆ ทั้งวัน พี่สาวของเอ็งที่ไหนจะหลงใหล ข้าว่าเอ็งนั่นแหละหลงใหล!"
โจวต้าอวี่ผู้ถูกแม่แท้ๆ ตบเข้าเต็มเป่าสองคราในช่วงเวลาสั้นๆ ก็เอามือกุมท้ายทอยไว้ นิ่งเงียบ
ได้แต่อุบอิบปากเบาๆ "ข้าหลงใหลก็ที่แม่ตบนี่แหละ ตั้งแต่เด็กก็ใช้ศีรษะข้าฝึกฝ่ามือเหล็กแหลกลาญ…"
ท่านหมอหลี่เขียนใบสั่งยาให้แล้ว อีกเดี๋ยวเมื่อพากลับเมืองก็อย่าลืมไปจับยาเอากลับมาต้มกิน
ที่จริงท่านหมอหลี่บอกว่าไข้ลดลงแล้วฟื้นตื่นแล้ว ไม่ต้องไปจับยามาก็ยังได้ วิธีพื้นบ้านอย่างต้มน้ำขิงกินอะไรก็พอเหมือนกัน ภายหลังกินไข่กับเนื้อชดเชยสักหน่อยก็ดีขึ้น
แต่ครอบครัวโจวรู้สึกว่าต้องไปจับยาให้ดี ไม่เห็นต้องมัวประหยัดเงินเพียงเล็กน้อยนี้เลย
โจวจงซิ่นกำชับให้หวังอิงทำให้โจวตู้เจวียนกินอาหารเย็นดีๆ สักหน่อยชดเชยร่างกาย แล้วก็พรวดพราดออกไปยืมเกวียนเทียมวัวไปส่งท่านหมอหลี่อีกครั้ง
ถึงความวุ่นวายตลอดบ่ายจะจบลงแล้ว โจวตู้เจวียนก็ยังไม่รู้สึกถึงการหวนคืนชีพที่แท้จริง จิตวิญญาณยังคงล่องลอย
ทว่ายามอาหารค่ำ เมื่อเห็นหวังอิงผู้เป็นแม่ที่วุ่นวายไปมาทั้งข้างหน้าข้างหลัง น้ำเสียงเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังทั้งที่ในคราวหนีตายถึงบั้นปลายสุดท้าย นางบาดเจ็บสาหัสจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก…
เห็นบิดาผู้ยิ้มอย่างอิ่มเอมใจเพียงเพราะนางได้กินเนื้อไปอีกสองสามชิ้น คิดถึงตอนสุดท้ายพ่อที่ถูกทุบตีจนศีรษะแตกเพื่อสกัดเหล่าอนาถาที่ลี้ภัย…
โจวตู้เจวียนก็รู้สึกอึดอัดในใจระลอกแล้วระลอกเล่า ต้องพยายามมาก หนักหน่วงมาก ถึงจะกลืนกินชามนี้ในมือลงไปได้
ทุกคนก็แค่คิดว่านางเพิ่งฟื้นจากไข้จึงไม่เจริญอาหาร ยิ่งพากันคีบอาหารให้ กับข้าวคาวหวานที่หาได้ยากในสำรับ ล้วนตกลงในชามของนางแทบทั้งสิ้น
คิดถึงจุดจบของทั้งครอบครัวในอีกสองปีข้างหน้าแล้ว ในใจนางก็ขมขื่นอย่างถึงที่สุด
มาถึงตอนนี้นางสามารถยืนยันได้เต็มปากแล้วว่า นางหวนคืนชีพจริง นรกเป็นๆ ในสองปีนั้นหาใช่ฝันร้ายแต่อย่างใด!
ควรหรือไม่ที่จะเล่าเรื่องประหลาดไร้เหตุผลนี้ให้คนในครอบครัวฟัง
บอกไปจะมีใครเชื่อหรือไม่?
หากไม่บอก เช่นนั้นจะปล่อยให้โศกนาฏกรรมอย่างนี้เกิดซ้ำอีกงั้นหรือ?
โจวตู้เจวียนไม่ได้ใช้ความคิดต่อสู้อยู่นานนัก พอถึงยามค่ำ นางเป็นฝ่ายเอ่ยเรียกพ่อแม่และน้องชาย ให้เข้ามาในเรือนของนาง
โจวตู้เจวียนนั่งขัดสมาธิบนเตียง แม่นั่งข้างนาง ส่วนพ่อกับน้องนั่งอยู่ตรงข้าม ทั้งสามล้อมนางเอาไว้ เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของนางก็อดรู้สึกเคร่งเครียดตามไปไม่ได้
โจวต้าอวี่ขยับตัวไปมา ถามอย่างไม่สบายใจ "พี่ใหญ่ กลางค่ำกลางคืนเรียกพวกเรามา ต้องการจะบอกอะไรกันแน่?"
โจวตู้เจวียนสูดลมหายใจเข้าปอดลึก "เรื่องที่ข้าจะเล่าต่อไปนี้ อาจฟังดูน่าสยดสยองยิ่งนัก แต่พวกเจ้าต้องเชื่อข้า ทุกอย่างที่ข้าพูดล้วนเป็นความจริง"
หวังอิงตบหลังของนางเบาๆ สักที "อย่าอ้ำอึ้งเลย รีบบอกมาเถิด นิสัยใจคอเจ้าเรารู้ดี เจ้ามิใช่คนที่จะพูดมั่วๆหรอก ไม่ว่าเจ้าพูดอะไรเราก็เชื่อ! รีบพูดมาเถิด!"
โจวจงซิ่นพยักหน้าหงึกหงักตาม
โจวตู้เจวียนจึงเอ่ยด้วยใบหน้าจริงจัง "จริงๆ แล้วข้าเคยตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ตายในอีกสามปีข้างหน้า ปีหน้าจะเกิดภัยแล้งใหญ่ ตั้งแต่ปลายปีนี้ในฤดูหนาวไปจนถึงฤดูหนาวของปลายปีหน้า ฝนจะไม่ตกสักหยาดเดียว หนานหูจะแห้งขอด แม่น้ำจะเหือดหาย พืชพันธุ์ธัญญาหารจะเก็บเกี่ยวได้แค่ต่ำกว่าสามส่วน
ปลายปีในฤดูหนาวฝนจะตกลงมา แต่ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันสวรรคตอย่างกะทันหัน องค์ชายสี่ก่อกบฏ อ๋องทั้งหลายตัดขาดพากันตั้งตนเป็นใหญ่ จินปิงก็บุกตีเข้ามาอีก
หมู่บ้านเรา หลังจากได้รับข่าวที่พ่อค้าเหอเร่ร่อนออกไปแล้วก็นำกลับมาบอก พวกเราจึงเริ่มหนีตายในคืนนั้น เราหนีจากทหารกบฏระลอกแรกที่ผ่านมาได้
แต่เราหนีไม่พ้นจากทหารจินปิงที่บุกตีเข้ามา สุดท้ายเราทั้งครอบครัวก็ตายหมด ไม่ใช่ ทุกคนในหมู่บ้านเรา ล้วนตายสิ้นทุกคน"
นางใช้ประโยคสั้นๆ เพียงไม่กี่ประโยค สรุปถึงสองปีอันเป็นดั่งนรก
ครอบครัวโจวที่ปกติแล้วส่งเสียงดังสนั่น ณ บัดนี้กลับเงียบงันประหนึ่งวามตายมาเยือน ในห้องได้ยินแม้เสียงเข็มหล่น