เขียนไปได้ไม่กี่นาที เจียงลั่วก็เริ่มนั่งไม่ติด เธอแอบเงยหน้าชำเลืองมองซืออวี้เฉิงที่กำลังอ่านหนังสืออยู่ข้าง ๆ
“เก้าอี้มีตะปูหรือไง”
ซืออวี้เฉิงไม่แม้แต่จะเงยหน้า เพียงเหลือบมองท่าทางยุกยิกของเจียงลั่วจากหางตา
“ฉันอยากดื่มนมอุ่น”
เจียงลั่วรู้สึกน้อยใจ แม่ต้องไม่รักเธอแล้วแน่ ๆ ไม่เพียงส่งเธอมาอยู่กับคนเจ้าเล่ห์นิสัยแย่แบบนี้ ยังไม่เตรียมนมอุ่นไว้ให้เธออีก
ซืออวี้เฉิงเหลือบมองเจียงลั่วที่ทำหน้าหงอยน่าสงสาร วางหนังสือลงแล้วลุกไปอุ่นนมที่ชั้นล่าง
พอเขาถือนมอุ่นหนึ่งแก้วกลับขึ้นมาชั้นสาม ก็พบว่าเจียงลั่วล็อกประตูห้องจากด้านในเรียบร้อยแล้ว
ซืออวี้เฉิงหัวเราะเย็น ๆ สองครั้ง “เจียงลั่ว เปิดประตู”
“ไม่เปิด! ไอ้คนต่ำช้า นายได้ยินฉันพูดให้ร้ายนายที่โรงเรียน ก็เลยจงใจแก้แค้นฉันใช่ไหม! อ้างว่าจะมาติวให้ ที่จริงก็แค่อยากหาเหตุผลมาตีฉันอย่างเปิดเผยใช่ไหม!”
“เจียงลั่ว ฉันให้เวลาสามวินาที เปิดประตูเดี๋ยวนี้”
เสียงของซืออวี้เฉิงยิ่งฟังยิ่งต่ำ เขาข่มความโกรธเอาไว้
“ไม่เปิด! รีบไสหัวกลับบ้านนายไปเลย! ฉันจะเล่นเกมแล้ว!”
ตอนนี้เจียงลั่วกำลังนอนคว่ำบนเตียงอย่างสบายใจ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเตรียมเล่นเกมสักตา
ข้างนอกเงียบไปนาน เจียงลั่วคิดว่าซืออวี้เฉิงรู้จักเจียมตัวและกลับไปแล้ว จึงยิ่งวางใจทำตามใจตัวเอง
ฮึ! คิดจะเล่นงานเธองั้นเหรอ ฝันไปเถอะ!
แต่เธอไม่รู้เลยว่าประตูห้องด้านหลังถูกใครบางคนใช้กุญแจสำรองเปิดออกอย่างเงียบเชียบ แน่นอนว่าเจียงลั่วใส่หูฟังอยู่ จึงไม่ได้ยินอะไรเลย
กว่าจะรู้สึกว่ามีเงาดำยืนอยู่ข้างเตียงก็สายไปเสียแล้ว เจียงลั่วเงยหน้าขึ้นเห็นซืออวี้เฉิงถือไม้เฆี่ยนไว้ในมือข้างหนึ่ง อีกมือก็เท้าสะเอวพลางมองเธอด้วยรอยยิ้มเย็น ๆ เธอตกใจจนกรีดร้อง แล้วรีบใช้มือเท้าคลานลงจากเตียง
เพิ่งคลานไปได้ก้าวเดียว ข้อเท้าก็ถูกคว้าไว้แล้วลากกลับมา จากนั้นมือทั้งสองข้างก็ถูกบิดไพล่หลัง
ท่านี้ทำให้เจียงลั่วรู้สึกถึงอันตรายอย่างยิ่ง
ไม่จริงน่า ไม่จริงหรอก ซืออวี้เฉิงกล้าตีเธอจริง ๆ เหรอ?!
“เจียงลั่ว คิดว่าฉันล้อเล่นกับเธอหรือไง”
“เดี๋ยว เดี๋ยวก่อน!”
[เพี๊ยะ!]
“อ๊า! ซืออวี้เฉิง นายกล้าตีฉันจริง ๆ ด้วย!”
ในใจเจียงลั่วด่าซืออวี้เฉิงไปแล้วหลายร้อยรอบ
“ฉันผิดแล้ว ฉันผิดแล้ว ซืออวี้เฉิง ฉันเขียนแล้ว ฉันเขียนก็ได้!”
“เธอเรียกฉันว่าอะไรนะ” เจียงลั่วรีบเปลี่ยนคำเรียกทันที
“ครู! ครู!”
“อืม กลับไปที่โต๊ะอ่านหนังสือ”
พอรู้สึกว่ามือทั้งสองข้างถูกปล่อย เจียงลั่วก็รีบลุกขึ้นหลบไปไกล ๆ แล้วจ้องซืออวี้เฉิงด้วยดวงตาแดงก่ำ
“ยังไง ยังไม่ยอมอีกเหรอ”
ซืออวี้เฉิงมองเจียงลั่วที่จ้องเขาด้วยสีหน้าอับอายและขุ่นเคืองอย่างขบขัน ก่อนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ท่าทางข่มขู่ของเขาชัดเจนเสียจนไม่ต้องแปลความ
คนฉลาดย่อมไม่ยอมเสียเปรียบต่อหน้า วันนี้เจียงลั่วจะกลืนความแค้นนี้ลงไปก่อน แล้ววันหลังเธอจะเอาคืนให้สาสมเป็นสองเท่า!
เจียงลั่วค่อย ๆ ขยับไปที่โต๊ะอ่านหนังสือ แล้วนั่งลงอย่างแผ่วเบาด้วยความไม่เต็มใจ
เธออดไม่ได้ที่จะด่าซืออวี้เฉิงในใจอย่างหนัก แล้วแอบถลึงตาใส่เขา ใครจะรู้ว่าผู้ชายคนนี้เหมือนมีตาอยู่บนหัว พอเธอเงยหน้าขึ้น เขาก็หันมามองเธอด้วยสายตาเย็นชาเสียแล้ว
“แทนที่จะเสียเวลาด่าฉันในใจ เอาเวลาไปคัดโจทย์ที่ทำผิดเพิ่มอีกสักสองข้อดีกว่า วันนี้ถ้าทำภารกิจไม่เสร็จ ยังมีข้อกำหนดข้อที่แปดรอเธออยู่”
เจียงลั่วตกใจจนรีบก้มหน้าเขียน ปลายปากกาพลิ้วไหวราวกับมีลมพัด
หนึ่งชั่วโมงต่อมา ในที่สุดเจียงลั่วก็คัดโจทย์ที่ทำผิดเสร็จ แล้วเริ่มทำโจทย์ที่ซืออวี้เฉิงเตรียมไว้ให้
“เจียงลั่ว อย่าบอกนะว่าตอนเรียนเธอเอาแต่นอนหลับ”
เจียงลั่วเกาหัวอย่างรู้สึกผิด วิชาคณิตศาสตร์ของเธอน่ะแล้วแต่ดวงล้วน ๆ ตื่นขึ้นมาก็ฟังครูสักสองประโยค
“โจทย์ประเภทนี้ฉันจะอธิบายให้ฟังแค่ครั้งเดียว เธอต้องประยุกต์ใช้เอง ถ้าทำไม่ได้ บทลงโทษจะเพิ่มเป็นสองเท่า”
“เดี๋ยวก่อน ในกฎของนายไม่ได้บอกว่าทำโจทย์ไม่ได้ก็ต้องโดนลงโทษนี่!”
ซืออวี้เฉิงมองเจียงลั่วแล้วหัวเราะเย็น ๆ ก่อนใช้นิ้วเคาะข้อที่เจ็ด
—ต้องทำตามที่ครูพูดโดยไม่มีเงื่อนไข
เจียงลั่ว “……”
เอาเถอะ นี่มันหาเหตุผลสารพัดมาตีเธอชัด ๆ!
ครั้งที่สามที่เจียงลั่วทำโจทย์ประยุกต์ไม่ได้ จำนวนครั้งที่เธอต้องโดนลงโทษก็สะสมจนถึงหกครั้งแล้ว
เธอสิ้นหวังจริง ๆ เธอไม่ได้เกิดมาเพื่อเรียนหนังสือ เธอเป็นคนที่นอนไม่หลับตอนกลางคืนจนต้องใช้เสียงครูอธิบายโจทย์เป็นเพลงกล่อมนอนต่างหาก
“เจียงลั่ว เธอไม่ได้ตั้งใจฟังเลย”
ซืออวี้เฉิงปวดหัวจนยกมือขึ้นนวดหว่างคิ้ว
“จริง ๆ แล้วเธอฉลาด แค่ไม่ยอมตั้งใจเรียน”
ขอบใจที่ชมฉันนะ ถ้าฉันตั้งใจเรียนได้ ฉันจะยังอยู่ห้อง F เหรอ เจียงลั่วแอบบ่นในใจ
“ยื่นมือซ้ายออกมา”
“อย่าเลย ฉันผิดแล้ว นายอธิบายให้ฉันฟังอีกครั้งเถอะ คราวนี้ฉันตั้งใจฟังแน่นอน!”
“อย่าให้ฉันต้องพูดซ้ำ”
ซืออวี้เฉิงไม่มีท่าทีใจอ่อน น้ำเสียงเย็นชาและหนักแน่น
เมื่อเห็นว่าไม่มีทางต่อรอง เจียงลั่วจึงค่อย ๆ ยื่นมือซ้ายออกมาอย่างอืดอาด
“ห้ามหลบ ไม่อย่างนั้นเริ่มใหม่ตั้งแต่ต้น”
เจียงลั่วร้องไห้โฮ เธอไปทำเวรทำกรรมอะไรไว้กันนะ ใครก็ได้ช่วยพาซืออวี้เฉิงไปที ขอร้องล่ะ…
เอาเถอะ ดูท่าครูเข้มงวดจะสร้างศิษย์เก่งได้จริง ๆ หลังจากนั้นสมองของเจียงลั่วเหมือนจะเปิดโล่งขึ้นมา เธอไม่เพียงประยุกต์โจทย์ได้ แต่ยังต่อยอดไปได้อีกหลายแบบ
ซืออวี้เฉิงพยักหน้าด้วยความพอใจ ดูท่าเจียงลั่วจะเป็นคนที่ต้องใช้ไม้แข็ง ไม่ใช่ไม้อ่อน เขายิ่งมั่นใจว่าการวางแผนการเรียนให้เหมาะกับเธอเช่นนี้เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง
สองชั่วโมงต่อมา เจียงลั่วก็ทำภารกิจทั้งหมดของวันนี้เสร็จ
เจียงลั่วตาแดงก่ำ มือกุมมือของตัวเองไว้
น่าอับอายเกินไปแล้ว นี่มันความอัปยศครั้งใหญ่ชัด ๆ!
“เอาละ ภารกิจวันนี้เสร็จแล้ว ไปทายาเอง” ซืออวี้เฉิงถึงกับเตรียมยาทาไว้ให้เจียงลั่วอย่างใส่ใจ
“ฉันกลับแล้ว” ซืออวี้เฉิงลุกขึ้นไปยืนตรงประตู แล้วหันกลับมามองเจียงลั่วที่ยังกุมมืออย่างโกรธขึ้ง เขาอยากหยอกเธอเล่นสักหน่อย
“ไม่บอกลาครูหน่อยเหรอ”
เจียงลั่ว “……”
“ครู! ลา! ก่อน!”
แค้นนัก แค้นเสียจริง! เจียงลั่วสาบานเป็นครั้งที่ร้อยว่า ความคับแค้นที่ได้รับวันนี้ เธอจะเอาคืนซืออวี้เฉิงเป็นสองเท่า!
ตอนซืออวี้เฉิงเดินไปถึงหน้าประตูบ้าน ก็พอดีกับที่หลินซวงกับเจียงมู่เชิงเดินเล่นกลับมา
“คุณน้าหลิน คุณอาเจียง วันนี้ภารกิจการเรียนของเจียงลั่วเสร็จหมดแล้วครับ แถมยังพัฒนาขึ้นมากด้วย”
“อ้าว จริงเหรอ! ลำบากเธอแล้วนะ เสี่ยวเฉิง ฟ้ามืดแล้ว ระหว่างทางกลับบ้านก็ระวังตัวด้วยล่ะ!”
พอได้ยินซืออวี้เฉิงที่เป็นที่หนึ่งของชั้นพูดแบบนี้ หลินซวงก็รู้สึกว่าการตัดสินใจครั้งนี้ถูกต้องแล้ว
“เสี่ยวเฉิง พรุ่งนี้น้าจะจัดห้องให้เธอที่ชั้นสามนะ ต่อไปถ้าดึกมากแล้วก็นอนที่นี่ได้เลย ยังไงกลับบ้านไปก็ไม่มีใครอยู่ บ้านมืดตึ๊ดตื๋อด้วย”
“ได้ครับ ขอบคุณคุณน้าหลิน แบบนี้ต่อไปผมก็มีเวลาติวให้เจียงลั่วได้มากขึ้นด้วย”
ซืออวี้เฉิงยิ้มอย่างสุภาพ เมื่อนึกถึงสีหน้าของเจียงลั่วตอนที่ได้ยินข่าวร้ายนี้ในอีกเดี๋ยว เขาก็อดตั้งตารอไม่ได้
หลินซวงขึ้นไปชั้นบน เจียงลั่วทายาที่มือเสร็จแล้ว พอเห็นหลินซวงยืนอยู่ตรงประตู เธอก็หันหลังให้ด้วยความโมโห หน้าบึ้งตึงหันหนีหลินซวง
“ลั่วลั่ว เสี่ยวเฉิงบอกว่าวันนี้ลูกทำภารกิจการเรียนเสร็จหมด แถมยังพัฒนาขึ้นด้วยนะ”
“แม่ยังเป็นแม่แท้ ๆ ของหนูอยู่ไหม ทำไมถึงวางใจยกหนูให้คนที่น่ากลัวขนาดนั้น! แม่รู้ไหมว่าเขาพกไม้เฆี่ยนมาด้วย ถ้าทำภารกิจไม่เสร็จเขาจะตีหนู! ดูมือหนูสิ โดนตีจนบวมไปหมดแล้ว!”
แน่นอนว่าเจียงลั่วไม่กล้าบอกว่าเขาตีก้นเธอด้วย เพราะมันน่าอายจริง ๆ!
“เอ่อ…”
หลินซวงค่อนข้างแปลกใจ ที่แท้วิธีสารพัดแบบที่เสี่ยวเฉิงพูดถึงก็คือวิธีแบบนี้เอง
“ลั่วลั่ว ถ้าลูกทำภารกิจการเรียนที่เสี่ยวเฉิงจัดให้ทุกวันเสร็จ ก็ไม่ต้องโดนตีแล้วไม่ใช่เหรอ”
ถึงหลินซวงจะรู้สึกสงสารอยู่บ้าง แต่ถ้าวิธีเรียนเข้มงวดแบบนี้ช่วยให้เจียงลั่วพัฒนาขึ้นได้ก็ไม่เป็นไร เธอเชื่อว่าซืออวี้เฉิงรู้จักกะน้ำหนักดี คงไม่ตีจนเจ็บหนักหรอก
“พ่อ! พ่ออยู่ข้างหนูหรือเปล่า! พ่อเห็นหนูโดนทำแบบนี้แล้วยังจะยืนดูเฉย ๆ เหรอ!”
เมื่อเห็นว่าวิธีอ่อนโยนของหลินซวงไม่ได้ผล เจียงลั่วจึงหันไปหาพ่อที่กำลังเตรียมแอบกลับลงไปชั้นสอง
เจียงมู่เชิงเหลือบไปเห็นสายตาข่มขู่ของหลินซวง จึงพูดออกมาอย่างกระอักกระอ่วน
“เอ่อ…ลั่วลั่ว สู้ ๆ นะ!”
พูดจบก็รีบเผ่นกลับเข้าห้องไปอย่างรวดเร็ว
……
